Perfil de - Fatimah" Allah be with U "FotosBlogListasMás ![]() | Ayuda |
ไปแล้ว .....รอมฎอนจากเราไปแล้ว
แต่ ....
เราจะไม่จากรอมฎอนไปไหน 28 julio รอมฏอน ...กระดึ๊บ ๆ~~~07 julio ทำหล่น(ต้องเก็บ)
ฉันนั่งรถไปบขส. เพื่อต่อรถตู้กลับบ้าน วันนั้นคนแน่นมากเพราะเป็นวันหยุดยาวทุกคนต่างมุ่งหน้ากลับบ้าน รถตู้คงไม่พอแน่นอน และมันก็ใช่จริงๆ นายคิวเลยต้องเหมารถทัวร์ไปส่งแทน วันนั้นเหมือนมิตติ้งขนาดย่อมที่มีอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงนัดหมายให้เรามาพบกัน ฉันเจอเพื่อนๆพี่ๆและน้องๆ ที่คุ้นเคยกันสมัยเรียนมัธยมทั้งนั้นเลย น่าอายจังที่จะบอกว่าฉันเนี๊ยะ ลืมชื่อของพี่น้องบางคนไปแล้ว คุ้นก็แต่ใบหน้าที่จำได้ลางๆ แต่หลายคนกลับจำฉันได้แม่น ฮ่าาายย ฉันเนี๊ยะแย่จริงๆ !!!
ฉันนั่งเก้าอี้ติดกับเพื่อนที่เรียน ม.ต้นด้วยกัน ฉันจำได้เธอเป็นสาวป๊อปประจำห้อง เธอเป็นคนตรงไปตรงมา ชอบพูดเสียงดังและเธอก็เป็นที่รักของเพื่อนๆ เราพูดคุยถามข่าวคราวของเพื่อนคนนั้นคนนี้ แล้วเธอก็เล่าเรื่องราวของพี่น้องหลายคนที่เธอพบเจอให้ฉันฟัง พร้อมกับถามถึงเพื่อนร่วมก๊กที่เคยทำกิจกรรมด้วยกัน สำหรับบางคนในก๊กนั้น ฉันเล่าเรื่องราวของพวกเขาและเธออย่างภาคภูมิใจ แล้วก็รู้สึกดีทุกครั้งที่พูดถึงด้วย แต่สำหรับอีกบางคน ฉันไม่มีแม้กระทั่งข้อมูลที่เป็นปัจจุบันของพวกเขาเลยทั้งที่ได้ชื่อว่า ก๊กเดียวกัน(อย่างที่เธอเรียก) แย่จังเลย !!! กลับกลายเป็นว่าเราหลงลืมใครบางคนไปซะแล้ว เมื่อมารู้จักคลุกคลีกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง คนอีกกลุ่มหนึ่งก็หายไปโดยไม่ตั้งใจ เมื่อจดจ่อกับการแก้ปัญหาของตัวเอง เรื่องราวที่เป็นปัญหาของส่วนรวมก็ไม่ได้รับการเหลียวแล
จริงอยู่ที่ว่าเราไม่สามารถที่จะบรรจุรายละเอียดของทุกคนลงไปในพื้นที่ของเฟรมชีวิตได้ทั้งหมด แม้แต่ก๊กเดียวกันก็ยังมีลักษณะที่ต้องเลือกอยู่ดีว่าควรหรือไม่หากจะเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้กับคนนั้นคนนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนในก๊กเดียวกันจะรู้ตื้น ลึก หนา บาง ของคนในก๊กไม่เท่ากัน แต่ที่ต้องรู้สึกแย่เนี๊ยะคือการที่ไม่ได้แวะไปจ๊ะเอ๋กับใครเค้าเลย ฉันกำลังหมายถึงสิ่งที่มนุษย์เห็นและสามารถสัมผัสถึงกันและกันได้หน่ะ เช่น พูดคุยทางช่องทางต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับรู้เรื่องราวโดยละเอียดของกันและกันนักหรอก ให้มีความรู้สึกเพียงว่า เรายังอยู่ เธอยังมองเห็นภาพฉัน และฉันก็ยังมองเห็นภาพเธอ เราไม่ได้หายไปไหนเลย อย่างนี้ก็เป็นพอแล้วหล่ะ เพราะแน่แท้แล้วเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนก็มีดุอาอ์ให้กับพี่น้องอยู่แล้ว เพียงแต่ดุอาอ์ที่กล่าวออกไปนั้นมักเป็นการขอความคุ้มครองในลักษณะโดยรวมก็เท่านั้นเอง สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าขาดหายไประหว่างเรานั้นคงอยู่ที่การประเมินของประสาทสัมผัสในตัวเราหล่ะมั้ง
อุคตีคนหนึ่ง เลือกดูแลพี่น้องโดยการส่ง SMS ทักทายอีหม่านอยู่เป็นประจำ อุคตีอีกคนหนึ่งก็มักจะส่ง mail บอกเรื่องราวต่างๆให้เห็นอยู่เป็นประจำเช่นกัน ในฐานะของผู้รับ ฉันมีความรู้สึกว่าพวกเค้ายังอยู่ใกล้ๆความอบอุ่นในหัวใจแวะเวียนมาให้สัมผัสทุกครั้งที่ได้เห็นข้อความเหล่านั้น ทั้งที่เราก็ไม่ได้พูดคุยหรือเจอกันบ่อยมาก แต่ทุกครั้งที่เจอกันเราก็จะมีความรู้สึกผูกพันมากกว่าคนที่ไม่ค่อยได้เห็นในทุกๆช่องทางของการสื่อสาร ทั้งที่เมื่อก่อนเรามีความสนิทสนมกับคนนั้นๆมากกว่า ยิ่งกว่านั้นการห่างหายไปนานทำให้มีข้ออ้างหลายอย่างที่ทำให้เรายิ่งห่างกันเข้าไปอีก อาทิเช่น ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้พูดคุยหรือติดต่อกันนานมากแล้ว รู้สึกเกรงใจยังไงไม่รู้ ทั้งที่บางทีอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะดีใจเป็นที่สุดก็ได้ แต่เราก็มักจะคิดแทนให้เสมอๆหล่ะน่ะ ...^^ ไม่จำเป็นเลยที่ต้องคาดหวัง ให้พี่น้องเห็นภาพเราอยู่ตลอดเวลา แต่สำคัญอยู่ที่เราเองต่างหากว่าจะตอบคำถามกับตัวเองเกี่ยวพี่น้องคนนั้น ๆได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในก๊กเดียวกันด้วยแล้ว...ส่วนตัวรู้สึกแย่เอาจังจังที่ทำให้ใครหล่นหายไปอีกแล้ว ฉะนั้นเพื่อไม่ทำให้เค้าและเราหายไปก็ต้องดุอาอ์อย่าให้ใครตกหล่นพร้อมๆกับการเอาใจอย่างอิสตีกอมะฮฺ ไม่ใช่อย่างฟาตีมะฮฺ ที่ชอบทำตัวขาดตอน (ซะนาน) ภารกิจทุกอย่างล้วนมีน้ำหนัก ณ ที่พระองค์ทั้งสิ้น ข้อสอบสัมภาษณ์ก็รอเราอยู่ .... ดุอาอ์ให้กันและกันด้วยน่ะ ..... 20 junio Chefaa'
"ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งมี 4 ประการนี้มากเกินความพอดี มันจะทำให้หัวใจของเขานั้นแข็งกระด้าง 4 ประการนั้นก็คือ อาหาร การนอนหลับ การพูด และการมีเพศสัมพันธ์ "
"ร่างกายที่เจ็บป่วยจากโรคภัยอันเนื่องจากการไม่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการจากอาหารและน้ำฉันใด เปรียบดังหัวใจที่เป็นโรคเนื่องจากไม่ได้รับ ประโยชน์จากการแนะนำและตักเตือนฉันนั้น"
"หัวใจทั้งหลายนั้น เป็นเสมือนดังภาชนะของอัลลอฮฺบนแผ่นดินของพระองค์ ดังนั้น หัวใจอันเป็นที่รักยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ คือ หัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา มีความบริสุทธิ์และสามารถต้านทานต่อการล่อลวง"
"ผู้ที่หัวใจหมกมุ่นอยู่กับดุนยา หากจะให้หัวใจผูกพันอยู่กับอัลลอฮฺและชีวิตในโลกหน้า พวกเขาจะต้องใคร่ครวญต่อความหมายของพระดำรัสที่มีชีวิตชีวาของพระองค์ (คืออายะฮฺต่าง ๆ ในอัล-กุรอาน) หัวใจของพวกเขาจะได้กลับไปหาผู้ที่เป็นนายของมันด้วยวิทยปัญญา อันเป็นอัญมณีสูงค่าที่หายากยิ่ง "
"หัวใจที่ปล่อยไปตามอารมณ์ ปล่อยไปตามราคะ เป็นหัวใจที่ถูกปิดกั้นจากอัลลอฮฺ"
"ผู้ที่มีความรู้และวิทยปัญญาที่แท้จริงคือผู้ที่หลอมรวมชีวิตของเขาไว้กับหัวใจ ด้วยการกำจัดความปรารถนาตามอารมณ์ของตนเอง "
"ความรักในอัลลอฮฺจะไม่อยู่ในหัวใจที่รักและหลงใหลในโลกนี้ เว้นแต่อูฐจะเดินผ่านเข้าไปได้ในรูเข็ม"
"หัวใจมีการล้มป่วยได้เช่นเดียวกับที่ร่างกายล้มป่วย และการเยียวยาก็คือ เตาบะฮฺ และการป้องกันจากการละเมิดทั้งหลาย"
"หัวใจเปลือยเปล่าได้ เช่นเดียวกับร่างกาย ที่เปลือยเปล่า และการสวมใส่ชุดประดับประดาให้มันคือการยำเกรงอัลลอฮฺ " "การรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้น คือเครื่องยังชีพของหัวใจ" "หัวใจที่ได้รับการฟูมฟักขึ้นมาด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้น มันกระหายที่จะทำให้ความเสื่อมทรามต่าง ๆ มลายไป"
.... ( อีหม่าม อิบนุ กอยยิม ) 05 junio :: ฉัน ::
พี่น้องหลายคนทักมาว่า พักนี้ฉันพูดอะไรไม่ค่อยเข้าใจ ฟังยาก แกะความไม่ออก ถามอย่างอื่นตอบมาอีกอย่าง มีแอบแซวๆมาด้วยน่ะว่าฉันน่ะ ติสแตกไปแล้ว ไม่รู้แซวเอาขำหรือจัดฉันอยู่ในประเภทนั้นจริงๆ อืมมม คิดแล้วก็แอบขำคนแซว แล้วจะเขียนยังไงไม่ให้งงกันหล่ะเนี๊ยะ เอาหล่ะ... ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตายิ่ง บอกก็ได้ช่วงนี้ป่วยค่ะ แต่ยังคงสบายดี อาการไม่หนักมากค่ะ คุณหมอไม่ต้องเป็นห่วง คุณเภสัชกรไม่ต้องรีบเร่งจัดยา ทีมจิตแพทย์ไม่ต้องโทรหาบ่อยๆก็ได้ ทุกอย่างอัลฮัมดุลิละฮฺค่ะ ญาซากุลุลลอฮูค็อยรอน
ฉัน กับช่วงเวลาที่ป่วยต้องยอมรับว่ามักจะพูดไม่เป็นเลยจริงๆ มักจะตอบคำถามหรืออธิบายอาการไม่ค่อยถูก และมักตัดบทไม่พูดดีกว่าหรือชะงักกลางทางอย่างที่เห็นๆกัน เลยถูกจับอยู่ในกลุ่มคนที่พูดแล้วฟังไม่เข้าใจซะงั้น ก็ถูกหล่ะ มันเป็นปกติของฉันอยู่แล้วที่มักจะหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม ระบาย หรือพูดคุยเพื่อหาทางแก้อย่างเร่งด่วนในช่วงที่ตัวเองป่วย(จิต) บวกกับเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาด้วยแล้วอาการระแวงที่มีอยู่เดิมทำให้ต้องระวังตลอดเวลา
เมื่อครั้นที่ท่านนบียังมีชีวิตอยู่หากมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านทุกข์โศก ทำให้ท่านรู้สึกเครียด คิดมาก วิตกกังวล ไม่รู้จะทำอะไร มีปัญหา ไม่รู้จะแก้ไขยังไง ท่านก็จะวิ่งเข้าหาอัลลอฮฺทันที ....ฉันขอปรึกษาขอระบายกับอัลลอฮฺก่อนน่ะ เพราะฉันรู้สึกว่าคำพูดของฉันในขณะที่ระบายเรื่องราวให้กับพระองค์นั้นมันปลอดภัยยิ่งกว่าอื่นใด เปล่าน่ะ ! ฉันไม่ได้ไม่ไว้ใจหรือระแวงเกี่ยวกับบุคคลแต่อย่างใด หากแต่กลัวคำพูดของตัวเองในขณะที่ป่วยอยู่ต่างหาก ช่องไฟระหว่างฉันกับชัยฏอนตัวร้ายมีให้ระแวงตลอดเวลา ฉันกลัวว่าจะพูดไหลไปเรื่อย(อย่างที่เคยไหลมาแล้ว)โดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่ผู้จดบันทึกก็ไม่เคยละเลยในหน้าที่ซักวินาทีเดียวมันก็น่าเสี้ยวไส้อยู่
แท้จริงหากว่าความผิดนั้นมันจะหนักเท่าเมล็ดผักสักเมล็ดหนึ่งมันจะซ่อนอยู่ในชั้นหิน หรือชั้นฟ้าทั้งหลายหรืออยู่ในแผ่นดิน อัลลอฮฺก็จะทรงนำมันออกมา... (ลุกมาน:16) อายะฮฺนี้ทำให้จุก !!! ฮาดิษที่พูดเตือนถึงอันตรายของลิ้นก็ทำให้จุกเสียดเข้าไปใหญ่ ... จริงๆก็ต้องระวังคำพูดตัวเองอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ อารมณ์เกเรในตัวเราพร้อมจะหักหลังเราตลอดเวลา ยิ่งช่วงร่างกายเจ็บปวดเพราะโรคด้วยแล้ว คำพูดหรือคำอุทานของเรายิ่งต้องระมัดระวังไปกันใหญ่ นอกจากคำว่า อุ๊ฟ ที่เราพอรู้มาบ้างแล้วก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดให้ฟังว่า คำอุทานที่เอ่ยขึ้นเพื่อแสดงความเจ็บปวด เช่น โอ๊ย หรือ โอ๊ยยยย แล้วแต่สั้นยาวของแต่ละคน ก็เสี่ยงต่อการถูกสอบสวนด้วยเช่นกัน เพราะอาจเผลอล้ำเส้นความคิดที่ไม่พอใจต่อการให้เป็นของพระผู้อภิบาล เว้นแต่จะอุทานออกมาเพื่อระบายความเจ็บปวดของอาการนั้นๆเท่านั้น
ฉันไม่ได้พูดเข้าใจยาก หรือชะดีดซะ.... (คนแซวหน่ะ ...อย่างเวอร์) พื้นฐานเราเหมือนกัน เราเดินตามวิถีของอัรเราะฮฺมานและแนวทางของมูฮัมหมัดชายซึ่งเป็นที่รัก เราล้วนต้องการเคียงข้างท่านในสวนสวรรค์ เราจึงระมัดระวังในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าจะต้องโดนหักคะแนนความประพฤติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด พฤติกรรมของฉันข้างต้นก็อาจไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดในบางสถานการณ์นักหรอก ฉันรับหน้าที่เป็นครูของอุมมะฮฺ (ในโรเรียน อุมมีฟาตีมะฮฺ วิทยา แหะๆ อินชาอัลลอฮฺ ) หากฉันพูดเข้าใจยากแม้ว่าตัวเองจะอยู่สถานการณ์ที่ป่วยอยู่ก็ตาม หรือจะด้วยเหตุผลอื่นๆ มันก็ถือเป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขกันไปเรื่อยๆ ฉันเองก็ต้องฝึกลำดับการพูดในทุกๆสถานการณ์ให้ดีกว่าเดิม ลูกๆฟังคุณครูอุมมีแล้วไม่เข้าใจ ก็น่าวิตก ประชาชาติท่าจะแย่ ยังไงก็ช่วยๆนาซีฮัตกันและกันด้วน่ะค่ะ ^^ 12 mayo ระวัง ... น่ะจ๊ะ ^^
จงระวังความคิด เพราะมันจะกำหนดคำพูด
จงระวังเวลาที่เหลือ เพราะมันอาจน้อยเกินไป
สำหรับการเผชิญหน้ากับโลกแห่งหลุม และอาคีเราะฮฺ อันนิรันดร์
29 abril *~ ความลับของฟาตีมะฮฺ ~*
การรักษาความลับของท่านหญิงฟาติมะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮา จากท่านหญิงอาอีซะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮา ได้เล่าว่า ขณะที่มีภรรยาหลายคนของท่านนะบี อยู่กับท่านฟาตีมะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮา เดินมุ่งหน้ามาท่าทางการเดินของนางไม่ผิดจากท่าทางการเดินของท่านรอซูลุลลอฮ์ เลย เมื่อท่านเห็นนาง ท่านได้กล่าวต้อนรับนางว่า " ยินดีต้อนรับลูกสาวของฉัน " ฉันได้กล่าวแก่นางว่า "ท่านรอซูลุลลอฮ์ ได้บอกความลับแก่เธอต่อหน้าภรรยาของท่าน" ต่อมาเธอก็ร้องไห้ เมื่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ลุกออกไปแล้ว ฉันจึงถามนางว่า "ท่านรอซูลุลลอฮ์ ได้พูดอะไรกับเธอหรือ" นางตอบว่า "ฉันจะไม่เปิดเผยความลับของท่านรอซูลุลลอฮ์ เป็นอันขาด" ต่อมาเมื่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ได้เสียชีวิตไปแล้วฉันได้พูดขึ้นอีกว่า ฉันขอสาบานต่อเธอด้วยสิทธิ์ที่ฉันมีกับเธอว่า เธอต้องบอกฉันถึงความจริงที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ พูดกับเธอ ท่านหญิงฟาตีมะฮ์ กล่าวว่า " ตอนนี้ฉันจะบอก ขณะที่ท่านกระซิบกับฉันในครั้งแรกนั้น ท่านบอกฉันว่า แท้จริงญิบรีลจะมาทบทวนอัลกุรอ่านทุกปี ปีละหนึ่งครั้งหรือสองครั้ง และความจริงขณะนี้ญิบรีลได้มาทบทวนอัลกุรอ่านสองครั้งแล้ว และฉันก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับกำหนดเวลาของความตาย นอกจากว่ามันใกล้จะมาถึงแล้ว ดังนั้นเธอจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์และจงอดทน เพราะความจริงผู้ที่ดีเลิศที่ล่วงหน้าไปก่อนสำหรับเธอก็คือตัวฉัน" ท่านหญิงฟาตีมะฮ์กล่าวว่า " ฉันจึงร้องไห้อย่างที่เธอเห็น เมื่อท่านนะบี เห็นอาการตกใจของฉัน ท่านจึงกระซิบกับฉันเป็นครั้งที่สอง " โดยท่านกล่าวว่า " ฟาตีมะฮ์เอ๋ย เธอจะไม่พอใจหรือที่เธอจะเป็นผู้นำของบรรดาสตรีผู้ศรัทธาทั้งหลาย หรือเธอจะได้เป็นผู้นำของสตรีผู้ศรัทธาแห่งประชาชาตินี้ ฉันจึงหัวเราะอย่างที่เธอเห็น " รายงานโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม ฮะดิษนี้เป็นสำนวนของมุสลิม 22 abril เซเว่น
ฉันพักในซอย เรียกซอยเซเว่น เพราะว่าปากซอย มีร้านเซเว่น ฅ ฅน มากมาย เข้าออกเซเว่น สินค้าทุกประเภท จัดอยู่ในเซเว่น ทั้งฮาลาล ฮารอม ก็เรียกหาเซเว่น กลับมายี่งอ ไม่มีเซเว่น แต่มีร้านมากมาย คล้ายร้านเซเว่น มุสลิมจัดหา สินค้าเหมือนเซเว่น กรองทิพย์ ยำยำ ฯลฯ เฉกเช่นเซเว่น ฮารอม ทั้งนั้น ยังขายไม่ละเว้น เหนื่อยใจจริงจริง กับร้านอิบนูเซเว่น ( อีเลเว่น )
- เฮ้อ -
31 marzo มิน ก็อลบี อิลา ก็อลบี ~*อัลฮัมดุลิลละฮฺ กับอีก 1 วันในดุนยา ที่อัรเราะฮฺมานทรงให้เราได้ตื่นขึ้นมาด้วยกับความเมตตาของพระองค์เพื่อมาเผชิญชีวิตบนครรลองของสนามสอบ สำหรับผู้ศรัทธาแล้ว เขาตระหนักทุกจังหวะชีวิต ! แม้ว่าจะทุกข์หรือสุขล้วนแล้วคือบททดสอบ ( อัลอันบิยาอฺ : 35 ) ฉะนั้นหน้าที่ประการเดียว คือต้องฝ่าข้ามผ่านพ้นมันไปให้ได้ ด้วยชัยชนะ ! ... แล้วไปรอรับรางวัลตอบแทนในวันพรุ่ง ... โลกแห่งหลุมและอาคีเราะฮฺ อันเป็นนิรันดร์ ... ควรตระหนักให้ลึกลงไป ... โลกนี้ ... วันนี้ ไม่มีค่าอะไรเว้นแต่ปีกยุง หยดน้ำเพียง 1 หยด ซากซังแห้ง .... ไร้ค่า !!! อย่าพ่ายแพ้น่ะ ... อย่าพ่ายแพ้ต่อบททดสอบ ต่อสู้ ! ดิ้นรน ! ให้ผ่านพ้นมันไปจนได้ด้วยความอดทน อดทน และอดทน ... อินชาอัลลอฮฺ วันนั้นเราจะดีใจที่ได้อดทนในวันนี้ และวิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺเถิด พระองค์คือ ผู้ให้ความช่วยเหลือได้ดีเยี่ยม และ ... แท้จริงอัลลอฮฺนั้นอยู่ใกล้ ( อัลบากอเราะฮฺ : 186) 18 marzo - ฅนทำค่าย -เมื่อหลายวันก่อน ได้พูดคุยกับแม่ของพี่น้องคน 1 ที่คุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เราถามไถ่ทุกข์สุขกันพอสมควร มา (แม่) ก็ถามถึงโปรแกรมช่วงปิดเทอมของฉันและพี่น้องคนอื่นที่รู้จัก แล้วก็บ่นทำนองน้อยใจประมาณว่า “ ปิดเทอมที่แล้วน่ะ เวลาตั้งหลายเดือนแต่มาได้กินข้าวพร้อมอาแบ ( หมายถึงพี่น้องคนนั้น ) แค่ไม่กี่มื้อ อาแบต้องเตรียมค่ายโน่นค่ายนี่ แล้วก็ไม่รู้ว่าปิดเทอมนี้จะได้นอนบ้านซักกี่คืน ” สิ้นเสียงนั้นฉันก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร (ไม่รู้จะพูดยังไงมากกว่า เลยเปลี่ยนประเด็นไปคุยเรื่องอื่นแทน )
ก็กลับมาคิดว่า มันก็น่าน้อยใจอย่างที่มาบอกนั่นแหละ นักศึกษามุสลิมส่วนใหญ่โปรแกรมปิดเทอมก็จะเต็มไปด้วยค่าย ทั้งค่ายของชมรม ค่ายของกลุ่ม ค่ายของเพื่อน ค่ายของเพื่อนของเพื่อน ต่างๆนานา ว่ากันไป ... ทำให้ปฏิทินช่วงปิดเทอมของใครหลายคนเต็มไปด้วยการเตรียมงานค่ายนู้นทีค่ายนี้ที บางคนถึงกับไม่มีเวลากลับบ้านเลยก็มี ความจริงการทำค่ายที่มุ่งสร้างความเข้าอิสลามแก่เยาวชน และหวังความโปรดปรานจากอัรเราะฮฺมานนั้น เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แต่คนที่เรียกตัวเองว่า “ฅนทำค่าย ” นั้น ก็ต้องตระหนักถึงหน้าที่กับเวลาที่มี ( เหลือ ) ในการรับผิดชอบคนในบ้านและคนนอกบ้านโดยสร้างภารกิจให้มีความสำคัญเท่าเทียมกันระหว่างสองฝ่าย
สำหรับพี่น้องหลายคน ( รวมถึงฉันด้วย ) ค่าย คือ สถานที่ปั้มอีหม่านของเราให้มากขึ้น คือ ที่ชาร์ตอีหม่านที่ทำให้เราเข้มแข็ง คือสถานที่ที่ทำให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คือสถานที่ที่ทำให้เรามีความรู้ใหม่และได้อุ่นความรู้เก่า มีความสุขในการเป็นผู้ให้ และความหวังอันมากมายในตราชั่งแห่งความดี หลายคนจึงมีความรู้สึกว่าการทำงานของเราในลักษณะเช่นนี้ เป็นประโยชน์ต่อเราและบันทึกของเราอย่างมากมาย ช่วงปิดเทอมจึงเป็นช่วงแห่งการกอบโกยค่ายต่าง ๆ ทำให้เราหลงลืมอะไรบางอย่างไป
ความเข้าใจไม่ตรงกันในเรื่องแนวคิดของคนในครอบครัวก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้พวกเราหนีมาอยู่ค่าย บางส่วนให้เหตุผลว่า การอยู่ค่ายสามารถเปลี่ยนแปลงคนนั้นคนนี้ให้มีแนวคิดที่ถูกต้อง ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ได้ ซึ่งถือเป็นกำไรอย่างยิ่ง ในขณะที่การพูดคุยกับคนในบ้านนั้นต้องใช้เวลานาน ( เราคิดกันอย่านี้ ) และอาจจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ( ตามที่เราหวังไว้ ) ... บางส่วนมันก็ใช่ ... แต่การที่เราไม่พยายามสร้างความเข้าใจ ... ไม่ให้เวลากับคนที่บ้านเลยหรือให้เวลาการทำงานในสัดส่วนที่น้อยกว่านอกบ้านเห็นจะเป็นความคิดที่ลำเอียง และก็น่าน้อยใจแทนคนที่บ้านเหมือนกันน่ะ ...
มาทำค่ายในบ้านของเรากันเถอะ ! จริงๆ แล้ว คนที่เคยผ่านประสบการณ์ทำค่ายเนี๊ยะ ก็น่าจะจำลองให้บ้านเป็นค่ายดูบ้าง เตรียมงานเหมือนการเตรียมงานค่ายนั่นแหละ ต้องวางแผน หาเนื้อหา แล้วก็แบ่งฝ่ายการทำงาน ( บ้านไหนมีพี่น้องแนวคิดเดียวกันก็สบายกว่าเพื่อนหน่อย แต่ถ้ามีอยู่คนเดียวเห็นทีจะต้องรับผิดชอบทุกฝ่ายแล้วหล่ะ ... ความจริงแล้วเราเองก็มีคุณสมบัติแบบนั้น ) ซึ่งอาจจะต้องเตรียมงานอย่างเข้มข้นกันหน่อยเพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นคนหลายระดับ ( ไม่ได้หมายความว่าต้องจับทุกคนในบ้าน มากล่าวปฏิญาณตนตอนเช้า หรือห้อยป้ายชื่อหรอกน่ะ แค่จำลองบทบาทหน้าที่ความเป็นพี่ค่ายของเรา ในบ้านต่างหาก ) ซึ่งก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของมารยาทที่ดี และความอดทนอย่างยิ่งยวดหากเราเป็นพี่ค่ายที่มีแนวคิดเพียงคนเดียว หรือเป็นชนกลุ่มน้อยในบ้าน ..บางทีน่ะ มันอาจจะไม่ได้ยากอย่างที่เราคิดก็ได้ เพียงแต่เราให้เวลา และจริงจังกับคนในบ้านมากกว่าเดิมซักหน่อย ... อินชาอัลลอฮฺ การงานนั้นจะไม่สูญเปล่า ณ ที่พระองค์ ผลจะเป็นยังไงนั้นขึ้นอยู่กับความเมตตาของพระองค์ ซึ่งเราก็ต้องดุอาอ์ให้มากๆ เช่นกัน แต่อย่างน้อยก็เบาใจได้ว่า เราได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของเราอย่างเต็มที่และเท่า ๆ กัน แล้ว
อันตรายของเรา ( ในฐานะคนไกลบ้าน ช่วงปิดเทอมจะได้กลับที ) คือ การที่คนในครอบครัว หรือ เครือญาติ “ ลืมเรา ” ไม่ได้หมายความว่าพวกเค้า งง ๆ ว่าเราตายไปรึยังน่ะ ... แต่ลืมเรา เพราะเราไม่มีบทบาท หรือส่วนร่วมในครอบครัวเท่าที่ควร เช่น การตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่บางเรื่องสมควรที่จะบอกแล้วก็แชร์ความคิดเห็นจากเราด้วยเช่นกัน นั่นเกิดจากการที่เราไม่แสดงศักยภาพของการเป็นพี่ค่ายให้พวกเค้าได้เห็น พวกเค้าเลยไม่ได้สัมผัส ถึงแนวคิด ความรู้ เหตุผล และประสบการณ์ที่เรามีอยู่ ( หรืออาจเรียกแบบเขิน ๆ ว่า ความเป็นผู้ใหญ่ ( ในสัดส่วนระหว่างความคิดกับอายุ ) ของเรานั่นเอง อิอิ )
... ความสำเร็จในขั้นแรกระหว่างเรากับคนในบ้าน และเครือญาติของเรา คือ การที่คนในบ้านและเครือญาติ เดินเข้ามาปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากเรา แม้ญาติ ๆ บางส่วนของเราจะอยู่คนละที่ก็ตาม ซึ่งก็อยู่ที่ตัวเราแล้วหล่ะว่า วิธีการบริหารเวลาช่วงปิดเทอมครั้งนี้ ครั้งหน้าหรือเวลาช่วงอื่น ๆ อย่างไร ให้ได้มาซึ่งความพึงพอใจของอัรเราะฮฺมานและประสิทธิภาพที่เท่ากัน ระหว่างคนในบ้าน และพี่น้องที่อยู่นอกบ้าน !!
13 marzo ศิรอฏอล มุสตากีม ( ทางอันเที่ยงตรง )*~ แท้จริงอัลลอฮฺ นั้นคือพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้นจงอิบาดะฮฺต่อพระองค์เถิด นั้นแหละคือทางอันเที่ยงตรง (อัลกรุอ่าน 3:51 )
*~ และแท้จริงอัลลอฮฺ คือพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้นท่านจงเคารพภักดีพระองค์เถิด นี่คือทางอันเที่ยงตรง ( อัลกรุอ่าน 19 : 36 )
*~ แท้จริงอัลลอฮฺนั้น คือพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้นจงเคารพภักดีพระองค์เถิด นี่คือแนวทางอันเที่ยงตรง ( อัลกรุอ่าน 43 : 64 )
*~ และพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า นี่คือแนวทางอันเที่ยงตรง ( อัลกรุอ่าน 36 : 21 )
*~ ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงต้องการจะแนะนำเขา ก็จะทรงให้หัวอกของเขาเบิกบานเพื่ออิสลาม และผู้ใดที่พระองค์ต้องการจะปล่อยให้เขาหลงทาง ก็จะทรงให้ทรวงอกของเขาแคบอึดอัด ประหนึ่งว่าเขากำลังขึ้นไปยังฟากฟ้า ในทำนองนั้นแหละอัลลอฮฺจะทรงให้มีความโสมม แก่บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธา ( อัลกรุอ่าน 6 : 125 ) และนี่แหละ คือทางแห่งพระเจ้าของเจ้า โดยมีสภาพอันเที่ยงตรง แท้จริงเราได้แจกแจงบรรดาโองการทั้งหลายไว้แล้ว สำหรับกลุ่มชนที่รำลึก ( อัลกรุอ่าน 6 : 126 )
*~ และอย่างไรเล่าที่พวกเจ้าจะปฏิเสธศรัทธากัน ทั้งๆที่พวกเจ้านั้น มีบรรดาโองการของอัลลอฮฺถูกอ่านแก่พวกเจ้าอยู่ และยังมีรอซูลของพระองค์อยู่ในหมู่พวกเจ้าด้วย และผู้ใดยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ แน่นอนเขาก็ได้รับคำแนะนำไปสู่ทางอันเที่ยงตรง ( อัลกรุอ่าน 3 : 101 )
*~ และแท้จริงนี่คือทางของข้าอันเที่ยงตรง พวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามหลาย ๆ ทาง เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากพระองค์ นั่นแหละที่พระองค์ได้สั่งเสียไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะยำเกรง ( อัลกรุอ่าน 6 : 153 )
*~ ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮู อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า
อัลลออฮฺได้เปรียบอุปมา ศิรอฏอล มุสตากีม (ทางอันเที่ยงตรง ) ประหนึ่งเส้นทางที่มีกำแพงอยู่สองด้าน ในแต่ละกำแพงมีประตูอยู่หลายบานที่ถูกเปิดขึ้น ซึ่งแต่ละบานก็จะมีม่านคลุมอยู่
ณ ตอนต้นของศิรอฏอล มุสตากีม จะมีผู้เรียกร้อง ( ดาอียฺ ) คนหนึ่ง เขาจะกล่าวว่า “ โอ้มนุษย์เอ๋ยจงเข้ามาสู่ อัศ-ศิรอฏ (เส้นทางนี้ ) โดยพร้อมเพียงกัน และอย่าเบี่ยงเบนออกจากมัน ” ( อย่าเข้าไปในประตูทั้งสองข้าง )
และจะมีดาอียฺ อีกคนหนึ่ง ซึ่งเรียกจากด้านบนของ ศิรอฏอล มุสตากีม ... คราใดที่มนุษย์คนหนึ่งได้เปิดประตูใดจากหลาย ๆ ประตู ( ที่อยู่ทั้งสองด้าน ) เขาก็จะกล่าวว่า “ วิบัติแล้วท่านเอ๋ย อย่าไปเปิดมันซิ ถ้าท่านไปเปิดมัน ท่านก็จะผ่านเข้าไปในนั้น ”
** อัศ – ศิรอฏ คือ อัล- อิสลาม
** กำแพงทั้งสอง คือ หุดุดุลลอฮฺ ( เส้นแดนที่อัลลอฮฺได้ขีดไว้ – ระหว่างความถูกผิด จริงเท็จ)
** ประตูที่กำลังเปิดอยู่ คือ มะฮาริมุลลอฮฺ ( สิ่งที่อัลลอฮฺ ได้ห้ามไว้ )
** ผู้เรียกร้องที่อยู่ประตูตอนต้นอัศ – ศิรอฏ คือ กิตาบุลลอฮฺ
** ผู้เรียกร้องที่อยู่ด้านบนอัศ – ศิรอฏ คือ การตักเตือนที่อยู่ในหัวใจของมุสลิมทุก ๆ คน
( รายงานโดย อิหม่ามอะหมัด )
15 enero พฤติกรรมของยิวที่ระบุไว้ในอัลกรุอานพฤติกรรมของยิวที่ระบุไว้ในอัลกรุอาน อ. อะสัน หมัดอะดั้ม 1. ชอบละเมิดสัญญา อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
2. ไม่มีความซื่อสัตย์
อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
3. บิดเบือนคัมภีร์อัลลอฮ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า "จากบางคนในหมู่ผู้เป็นยิวนั้น พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้เหออกจากที่ของมั น" – อันนิสาอฺ / 46 4. ฆ่าบรรดาศาสดา อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
5. ฆ่าบรรดาผู้แทนที่ถูกส่งไปให้เชิญชวนให้มาสู่อัลลอฮ
อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
6. แสดงมารยาททรามต่ออัลลอฮ
อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
7. จิตใจแข็งกระด้างเป็นที่สุด
อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
8. เกลียดมุสลิมอย่างรุนแรง
อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า 11 enero สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ยิว"
ข้อมูล From: religion_sword@hotmail.com
มารู้จักคำสอนของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ยิว กัน ซึ่งมนุษย์ทุกคนรวมทั้งมุสลิมที่หวงแหนศาสนา จำเป็นที่จะต้องรู้ถึงหลักการยึดมั่น (อะกีดะฮฺ) ตลอดจนธรรมชาติ ศีลธรรม มุมมองที่คดงอของพวกเขาต่อมวลมนุษยชาติ เพื่อรู้เท่าทัน ป้องกันและร่วมต่อต้านพวกยิวที่พร่ำสอนและย้ำเตือนตัวเองว่าพวกเขานั้นคือประชาชาติของอัลลอฮฺที่ถูกเลือกเฟ้นมา พวกเขาคือลูกหลานและคนรักของอัลลอฮฺ .... โอ้ผู้ที่มีปัญญาพวกเขาไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกจาก บรรดาผู้หลงผิดอันชัดแจ้ง !!
ด้านหลักศรัทธา ด้านทรัพย์สมบัติ
25 diciembre >>> เพียง ดุนยา <<<" โอ้ดุนยา โอ้ดุนยา... จงออกไปให้ห่าง และไปหลอกคนอื่นเถิด อายุของเจ้านั้นช่างสั้น การมีชีวิตอยู่ของเจ้าช่างต่ำต้อย และอันตรายของเจ้านั้นก็ช่างมหันต์นัก " [อลี บินอบีฎอลิบ]
" ความสัมพันธ์ระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า ก็เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างการเพาะปลูกกับพืชผล ท่านจะได้เก็บเกี่ยว(ในโลกหน้า) จากสิ่งที่ท่านหว่านลงไปในพื้นดิน(ของโลกนี้) ถ้าท่านหว่านเมล็ดข้าวสาลี..ต้นข้าวสาลีก็จะเติบโต ถ้าท่านหว่านเมล็ดพืชที่มีหนาม..ต้นพืชที่มีหนามก็จะเติบโต ถ้าท่านไม่หว่านเมล็ดอะไรเลย..มันก็จะไม่มีอะไรเติบโตขึ้นมา " [อบุล อะอฺลา เมาดูดีย์]
" ทุกคนอยู่ในโลกนี้เสมือนแขกผู้มาเยือน และเงินของเขาก็เพียงแต่ยืมมา แขกผู้มาเยือนต้องจากไปในไม่ช้า และเงินที่ยืมมาก็ต้องนำไปคืน " [อับดุลลอฮฺ อิบนิมัสอู๊ด]
“ ...โลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการให้รางวัล ” [ ซัยยิด กุฎบฺ ]
" การตัดขาดจากโลกนี้ มิได้หมายความว่าท่านจะต้องหักห้ามจากสิ่งที่อัลลลอฮฺได้อนุมัติ
และมิใช่ว่าท่านจะใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หากแต่มันเป็นสภาวะหนึ่ง
ที่ท่านเชื่อมั่นอย่างสนิทใจ
ต่อสิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺมากกว่าสิ่งที่อยู่ในมือของท่าน"
[ยูนุส อิบนุ มัยซาเราะฮฺ]
" ฉันกับโลกนี้ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกัน
ตัวฉันอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากผู้ขับขี่พาหนะที่มาพักอาศัยใต้ร่มเงาของต้นไม้ต้นหนึ่ง
แล้วจากไปโดยทิ้งมันไว้ "
[ นบีมุฮัมมัดศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม-เล่าโดยอับดุลลอฮฺ บันทึกโดยติรมียฺซียฺ ]
" แท้จริงหู ตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกสอบสวน "
[17:36]
“ การยอมจำนน ต่ออัลลอฮ์โดยสิ้นเชิง คือสิ่งที่ทำให้คนเป็นมุสลิม ”
[ ซัยยิด อบุล อะอลา เมาดูดี ]
และด้วยพระนามของอัลลอฮฺ .... “ พวกเรารักท่าน เสมอ”
22 noviembre บรรดาผู้ที่ผูกพันกับอดีต
ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในโลกของอดีตด้วยความรู้สึกเสียใจต่อมัน เสียดายที่พลาดจากเขาไป เขาจะพูดประโยคที่แสดงออกถึงความเสียใจและเพ้อฝันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “โอ้ความวิบัติแก่ฉันเอ๋ย นี่หากฉันได้ทำ.................. ” “โอ้ความวิบัติแก่ฉันเอ๋ย นี่หากฉันได้ละทิ้ง ....................” “หากฉันได้ทำอย่างนั้น มันก็จะไม่เป็นเช่นนี้ ( ไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ ) ” “นี่หากฉันทำสิ่งนี้ก่อน และทำสิ่งนี้ทีหลัง ผลก็จะออกอย่างนั้น ( ไม่เป็นอย่างนี้ ) ”
ความคิดและความรู้สึกในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้มนุษย์หมกอยู่ในความทุกข์ทางจิตใจ มีชีวิตอยู่ในความขัดแย้งและสับสนอย่างไม่มีทางออก ไม่มีประโยชน์ ประสบกับสิ่งลบที่มีแต่ทำลาย ด้วยเหตุนี้จึงมีการกล่าวกันว่า “การง่วนอยู่กับเวลาที่พลาดไปแล้วนั้น ทำให้เสียเวลา เป็นครั้งที่สอง”
จึงไม่แปลกเลยที่อัลกรุอ่าน และอัซซุนะฮฺจะปฏิเสธพฤติกรรมเช่นนี้ อัลลอฮฺทรงตรัสหลังจากที่บรรดามุสลิมได้ประสพความพ่ายแพ้ในสงครามอุฮุดว่า “บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงอย่าเป็นเช่นบรรดาผู้ปฏิเสธที่กล่าวกับพี่น้องของเขา เมื่อพวกเขาเหล่านั้นสัญจรไปบนหน้าแผ่นดิน หรือขณะที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นนักรบว่า หากพวกเขาอยู่กับพวกเรา พวกเขาก็คงไม่ตายและคงไม่ถูกฆ่า และอัลลอฮฺทรงให้มีชีวิตและทรงให้ตายและอัลลอฮฺทรงเห็นสิ่งที่สูเจ้ากระทำ” (อาละอิมรอน : 156)
ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮีวะซัลลัม กล่าวว่า : “ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งดีกว่า และเป็นที่รักของอัลลอฮฺมากว่า ผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ แม้ว่าในทุกๆ คนนั้นจะมีความดี จงหวงแหนในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับตัวท่าน และจงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ จงอย่าอ่อนแอ และจงอย่ากล่าวว่า : นี่ถ้าหากฉันได้ทำอย่างนั้น (ก็จะเป็นอย่างนั้น) แต่จงกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงกำหนดและอะไรที่พระองค์ทรงประสงค์พระองค์กระทำ เพราะคำว่า “ถ้า” นั้นเปิดทางให้กับซัยฏอน” (รายงานโดย มุสลิม เล่าโดย อบูฮุร็อยเราะฮฺ)
ดังนั้น การศรัทธาในการกำหนดของอัลลอฮฺ จะสร้างตัวแปรที่เป็นบวกที่มีอิทธิพลยิ่ง ดึงมนุษย์ออกจากสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ของคำว่า “ถ้า” และคำอื่นที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ มาสู่สิ่งที่สร้างสรรค์ในการทำงานและการสร้างสรรค์สำหรับอนาคต เกี่ยวกับเรื่องนี้เหล่ากวีขับร้องบทกวี ซึ่งในบทกวีนั้นมีวิทยปัญญาแฝงอยู่ ฉันได้เพียงแค่ร้องว่า “ถ้าหากว่า ... ไม่มีโคน ... ไม่มีปลาย มีเพียงภาระและภาระ ... ที่ผ่านไป ยากที่จะหวังหวนคืน ... ยากที่จะร้องไห้ มนุษย์สามัญ ... ก้าวเดิน พระเจ้าฉลาด ... ทรงจัดเรียง ยากที่จะรำลึก ... ยากที่จะร้องร่ำพรรณนา ... ถึงสิ่งที่จากไป” ........................................................
ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวี. อนัส แสงอารี ( แปล ) (2547). อิสลามกับการบริหารเวลา.สงขลา: สำนักพิมพ์อาลีพาณิชย์
11 octubre มุสลิม มีศิลป์
-1- คอยรูณขับรถตรงไปที่มัสยิดแห่งหนึ่งเมื่อทำพิธีละหมาด ซึ่งห่างจากบ้านไปประมาณ 10 กิโลเมตร มัสยิดนี้เป็นมัสยิดใหญ่ที่มีผู้คนมาละหมาดเต็มไปหมด ที่จอดรถกว้างขวาง แต่คอยรูณไม่เคยเอารถจอดไว้ที่มัสยิดเลยซักครั้ง ที่จอดรถของเขาอยู่ที่ใต้ต้นหูกวางหน้าตลาดนัด ห่างจากมัสยิดเกือบกิโลฯ หลังจากจอดรถเรียบร้อยแล้ว คอยรูณก็ตั้งใจเดินทีละก้าวๆไปมัสยิด คอยรูณละโมบผลบุญจากการเดินไปมัสยิด คอยรูณมีศิลปะในการทำความดี คอยรูณ เป็นมุสลิมมีศิลป์
-2-
ชีวิตของท่านหญิงอาอีซะฮฺผูกพันกับการบริจาค ท่านทราบดีว่า ทรัพย์สินที่เป็นของมนุษย์จริงๆ คือทรัพย์สินที่จ่ายไปในหนทางของอัลลอฮฺ ไม่มีมุอฺมินคนไหนสามารถกินจนอิ่มหนำสำราญ ขณะที่เพื่อนบ้านกำลังหิวโหย ท่านหญิงอาอีซะฮฺรักการบริจาคเป็นชีวิตจิตใจ มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ ขณะที่ท่านบริจาค แทนที่ท่านจะหย่อนเงินลงบนมือของผู้ขอ ท่านกลับแบมือ แล้วให้ผู้ขอหยิบเงินจากฝ่ามือท่าน เพียงเพราะต้องการให้มีซักครั้งที่ผู้ขอรู้สึกถึงการเป็นมือบน ไม่น้อยเนื้อต่ำใจ กับการที่ต้องเป็นมือล่างตลอดเวลา มาชาอัลออฮฺ ! ดูศิลปะของภรรยาท่านบีซิค่ะ …^^
- 3 - บรรดาซอฮาบะฮฺที่อยู่ใก้ลชิดกับท่านบีทุกวัน ก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้ศาสนาจากท่านบีโดยตรง เมื่อเรียนแล้วพวกเขาเหล่านั้นไม่เอาไปเก็บที่ไหน พวกเขานำออกมาใช้เลยทันที วันหนึ่งพวกเขาเรียนรู้เรื่องความดีเกี่ยวกับการให้สลาม การับสลาม พวกเขาก็ไม่รีรอที่จะนำไปปฏิบัติ มิหนำซ้ำยังมีวิธีดี ๆ ในการตักตวงผลบุญจากสิ่งนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อบรรดาซอฮาบะฮฺเดินกันไปเป็นกลุ่ม ระหว่างนั้นมีสิ่งกีดขวางทางพวกเขาอยู่ พวกเขาเลือกที่จะแบ่งกลุ่ม แล้วต่างกลุ่มต่างเดินอ้อมสิ่งกีดขวางนั้น เพื่อที่จะได้เจอกันอีกครั้ง และจะได้มีโอกาสกล่าวสลามกันอีกครั้ง - 4 -
ฟารุคชอบเรียนศาสนา ถ้าเขารู้ว่าที่ใดมีผู้รู้เขาจะเดินทางไปศึกษา ทุกครั้งเขาก็จะฟัง จะจด มุ่งหน้าเก็บความรู้ใส่ตัวเป็นหลัก แต่มีพฤติกรรมหนึ่งที่เขามักจะทำต่อหน้าบรรดาอาจารย์ของเขา และในวงของผู้ศึกษาศาสนาด้วยกัน คือ “ เขาจะจาม ” เขามักจะจามเสมอเวลาอยู่ในวงสนทนาธรรม แล้วเขาจะกล่าวว่า “ อัลฮัมดูลิลละฮฺ ” สิ่งที่เขาต้องการก็คือการกล่าวรับว่า “ ยัรฮัมกัลลอฮฺ ” ( ของอัลลอฮฺทรงเมตตาเขาด้วยเถิด ) จากบรรดาคนดีที่นั่งอยู่รอบ ๆโดยฟารุคหวังว่า อัลลอฮฺอาจตอบรับดุอาอฺของคนใดคนหนึ่ง ในนั้น ฟารุคคิดว่าดุอาอฺจากคนดีเพียงคนเดียว มีค่ากว่าคำชมจากมนุษย์ทั่วไปจำนวนมากเสียอีก
- 5 - ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด เป็นซอฮาบะฮฺใกล้ชิดท่านนบี วันหนึ่งท่านถือศิลอดซุนนะฮฺในวันที่อากาศร้อนจัด เมื่อท่านออกจากบ้าน ท่านจะเอาน้ำมาทาที่ริมฝีปากของท่าน เพื่อไม่ให้ริมฝีปากแห้ง ท่านกลัวว่าความโอ้อวดที่ซ่อนอยู่ในใจลึกๆ ของท่าน จะทำให้อัลลอฮฺปฏิเสธการถือศิลอดครั้งนี้ ... ดูศิลปะในการปกป้องผลบุญของท่านซิค่ะ ! ^^ |
|
|