Perfil de - Fatimah" Allah be with U "FotosBlogListasMás Herramientas Ayuda

Blog


25 septiembre

- Hijrah -

 
 
 
"  -  Hijrah - "
 
 
 

ไปแล้ว .....

 
 
รอมฎอนจากเราไปแล้ว
แต่ ....
เราจะไม่จากรอมฎอนไปไหน
22 agosto

มาแล้ว ....

                   มาแล้ว ....

รอมฎอน  มาแล้ว )))))))

28 julio

รอมฏอน ...กระดึ๊บ ๆ~~~

 
 
 แด่….

ทุกรักที่มีให้ และ ทุกใจที่มีรัก

:

 

รอมฏอน ”

 

กระดึ๊ บ ~ กระดึ๊บ เข้ามาทุกทีแล้วน่ะจ๊ะ ^^

 

หัวใจจ๋า ...

 

พร้อมมอบรักและรับรัก “รอมฎอน” หรือยัง ? ^^

 

24 julio

<><><>

        

        บุคคลภายในห้ามโศก

       บุคคลภายนอกห้ามเศร้า

        "
      
  "

       "

 

          

        อดทน

       ทำงาน ทำงาน ทำงาน

    

07 julio

ทำหล่น(ต้องเก็บ)

 

ฉันนั่งรถไปบขส. เพื่อต่อรถตู้กลับบ้าน วันนั้นคนแน่นมากเพราะเป็นวันหยุดยาวทุกคนต่างมุ่งหน้ากลับบ้าน รถตู้คงไม่พอแน่นอน และมันก็ใช่จริงๆ นายคิวเลยต้องเหมารถทัวร์ไปส่งแทน วันนั้นเหมือนมิตติ้งขนาดย่อมที่มีอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงนัดหมายให้เรามาพบกัน ฉันเจอเพื่อนๆพี่ๆและน้องๆ ที่คุ้นเคยกันสมัยเรียนมัธยมทั้งนั้นเลย น่าอายจังที่จะบอกว่าฉันเนี๊ยะ ลืมชื่อของพี่น้องบางคนไปแล้ว คุ้นก็แต่ใบหน้าที่จำได้ลางๆ แต่หลายคนกลับจำฉันได้แม่น   ฮ่าาายย  ฉันเนี๊ยะแย่จริงๆ  !!!

 

ฉันนั่งเก้าอี้ติดกับเพื่อนที่เรียน ม.ต้นด้วยกัน ฉันจำได้เธอเป็นสาวป๊อปประจำห้อง  เธอเป็นคนตรงไปตรงมา ชอบพูดเสียงดังและเธอก็เป็นที่รักของเพื่อนๆ  เราพูดคุยถามข่าวคราวของเพื่อนคนนั้นคนนี้ แล้วเธอก็เล่าเรื่องราวของพี่น้องหลายคนที่เธอพบเจอให้ฉันฟัง  พร้อมกับถามถึงเพื่อนร่วมก๊กที่เคยทำกิจกรรมด้วยกัน สำหรับบางคนในก๊กนั้น ฉันเล่าเรื่องราวของพวกเขาและเธออย่างภาคภูมิใจ แล้วก็รู้สึกดีทุกครั้งที่พูดถึงด้วย แต่สำหรับอีกบางคน ฉันไม่มีแม้กระทั่งข้อมูลที่เป็นปัจจุบันของพวกเขาเลยทั้งที่ได้ชื่อว่า ก๊กเดียวกัน(อย่างที่เธอเรียก) แย่จังเลย !!! กลับกลายเป็นว่าเราหลงลืมใครบางคนไปซะแล้ว เมื่อมารู้จักคลุกคลีกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง คนอีกกลุ่มหนึ่งก็หายไปโดยไม่ตั้งใจ  เมื่อจดจ่อกับการแก้ปัญหาของตัวเอง เรื่องราวที่เป็นปัญหาของส่วนรวมก็ไม่ได้รับการเหลียวแล 

 

จริงอยู่ที่ว่าเราไม่สามารถที่จะบรรจุรายละเอียดของทุกคนลงไปในพื้นที่ของเฟรมชีวิตได้ทั้งหมด แม้แต่ก๊กเดียวกันก็ยังมีลักษณะที่ต้องเลือกอยู่ดีว่าควรหรือไม่หากจะเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้กับคนนั้นคนนี้  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนในก๊กเดียวกันจะรู้ตื้น ลึก หนา บาง ของคนในก๊กไม่เท่ากัน แต่ที่ต้องรู้สึกแย่เนี๊ยะคือการที่ไม่ได้แวะไปจ๊ะเอ๋กับใครเค้าเลย ฉันกำลังหมายถึงสิ่งที่มนุษย์เห็นและสามารถสัมผัสถึงกันและกันได้หน่ะ  เช่น พูดคุยทางช่องทางต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับรู้เรื่องราวโดยละเอียดของกันและกันนักหรอก ให้มีความรู้สึกเพียงว่า เรายังอยู่  เธอยังมองเห็นภาพฉัน และฉันก็ยังมองเห็นภาพเธอ เราไม่ได้หายไปไหนเลย อย่างนี้ก็เป็นพอแล้วหล่ะ เพราะแน่แท้แล้วเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนก็มีดุอาอ์ให้กับพี่น้องอยู่แล้ว เพียงแต่ดุอาอ์ที่กล่าวออกไปนั้นมักเป็นการขอความคุ้มครองในลักษณะโดยรวมก็เท่านั้นเอง  สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าขาดหายไประหว่างเรานั้นคงอยู่ที่การประเมินของประสาทสัมผัสในตัวเราหล่ะมั้ง

 

อุคตีคนหนึ่ง เลือกดูแลพี่น้องโดยการส่ง SMS ทักทายอีหม่านอยู่เป็นประจำ อุคตีอีกคนหนึ่งก็มักจะส่ง mail บอกเรื่องราวต่างๆให้เห็นอยู่เป็นประจำเช่นกัน ในฐานะของผู้รับ ฉันมีความรู้สึกว่าพวกเค้ายังอยู่ใกล้ๆความอบอุ่นในหัวใจแวะเวียนมาให้สัมผัสทุกครั้งที่ได้เห็นข้อความเหล่านั้น ทั้งที่เราก็ไม่ได้พูดคุยหรือเจอกันบ่อยมาก แต่ทุกครั้งที่เจอกันเราก็จะมีความรู้สึกผูกพันมากกว่าคนที่ไม่ค่อยได้เห็นในทุกๆช่องทางของการสื่อสาร ทั้งที่เมื่อก่อนเรามีความสนิทสนมกับคนนั้นๆมากกว่า ยิ่งกว่านั้นการห่างหายไปนานทำให้มีข้ออ้างหลายอย่างที่ทำให้เรายิ่งห่างกันเข้าไปอีก อาทิเช่น  ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้พูดคุยหรือติดต่อกันนานมากแล้ว รู้สึกเกรงใจยังไงไม่รู้ ทั้งที่บางทีอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะดีใจเป็นที่สุดก็ได้ แต่เราก็มักจะคิดแทนให้เสมอๆหล่ะน่ะ ...^^

ไม่จำเป็นเลยที่ต้องคาดหวัง ให้พี่น้องเห็นภาพเราอยู่ตลอดเวลา แต่สำคัญอยู่ที่เราเองต่างหากว่าจะตอบคำถามกับตัวเองเกี่ยวพี่น้องคนนั้น ๆได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในก๊กเดียวกันด้วยแล้ว...ส่วนตัวรู้สึกแย่เอาจังจังที่ทำให้ใครหล่นหายไปอีกแล้ว ฉะนั้นเพื่อไม่ทำให้เค้าและเราหายไปก็ต้องดุอาอ์อย่าให้ใครตกหล่นพร้อมๆกับการเอาใจอย่างอิสตีกอมะฮฺ ไม่ใช่อย่างฟาตีมะฮฺ ที่ชอบทำตัวขาดตอน (ซะนาน) ภารกิจทุกอย่างล้วนมีน้ำหนัก ณ ที่พระองค์ทั้งสิ้น ข้อสอบสัมภาษณ์ก็รอเราอยู่  .... ดุอาอ์ให้กันและกันด้วยน่ะ .....

20 junio

Chefaa'

 

"ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งมี 4 ประการนี้มากเกินความพอดี มันจะทำให้หัวใจของเขานั้นแข็งกระด้าง 4 ประการนั้นก็คือ อาหาร  การนอนหลับ  การพูด และการมีเพศสัมพันธ์ "  

 

"ร่างกายที่เจ็บป่วยจากโรคภัยอันเนื่องจากการไม่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการจากอาหารและน้ำฉันใด เปรียบดังหัวใจที่เป็นโรคเนื่องจากไม่ได้รับ ประโยชน์จากการแนะนำและตักเตือนฉันนั้น" 

 

"หัวใจทั้งหลายนั้น เป็นเสมือนดังภาชนะของอัลลอฮฺบนแผ่นดินของพระองค์ 

ดังนั้น หัวใจอันเป็นที่รักยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ คือ หัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา มีความบริสุทธิ์และสามารถต้านทานต่อการล่อลวง"

 

"ผู้ที่หัวใจหมกมุ่นอยู่กับดุนยา หากจะให้หัวใจผูกพันอยู่กับอัลลอฮฺและชีวิตในโลกหน้า  พวกเขาจะต้องใคร่ครวญต่อความหมายของพระดำรัสที่มีชีวิตชีวาของพระองค์ (คืออายะฮฺต่าง ๆ ในอัล-กุรอาน)  หัวใจของพวกเขาจะได้กลับไปหาผู้ที่เป็นนายของมันด้วยวิทยปัญญา อันเป็นอัญมณีสูงค่าที่หายากยิ่ง "

 

"หัวใจที่ปล่อยไปตามอารมณ์ ปล่อยไปตามราคะ เป็นหัวใจที่ถูกปิดกั้นจากอัลลอฮฺ" 

 

            "ผู้ที่มีความรู้และวิทยปัญญาที่แท้จริงคือผู้ที่หลอมรวมชีวิตของเขาไว้กับหัวใจ ด้วยการกำจัดความปรารถนาตามอารมณ์ของตนเอง "

 

"ความรักในอัลลอฮฺจะไม่อยู่ในหัวใจที่รักและหลงใหลในโลกนี้ เว้นแต่อูฐจะเดินผ่านเข้าไปได้ในรูเข็ม"

 

   "หัวใจมีการล้มป่วยได้เช่นเดียวกับที่ร่างกายล้มป่วย และการเยียวยาก็คือ เตาบะฮฺ และการป้องกันจากการละเมิดทั้งหลาย"

 

"หัวใจเปลือยเปล่าได้ เช่นเดียวกับร่างกาย ที่เปลือยเปล่า และการสวมใส่ชุดประดับประดาให้มันคือการยำเกรงอัลลอฮฺ "

"การรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้น คือเครื่องยังชีพของหัวใจ"

    "หัวใจที่ได้รับการฟูมฟักขึ้นมาด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้น  มันกระหายที่จะทำให้ความเสื่อมทรามต่าง ๆ มลายไป"

                                                                                                              

                                                              .... ( อีหม่าม อิบนุ กอยยิม )

11 junio

---

 
ดุอาอ์ของลูกที่ซอและฮฺ มีค่ามากกว่า ปริญญาบัตร
05 junio

:: ฉัน ::

 

พี่น้องหลายคนทักมาว่า พักนี้ฉันพูดอะไรไม่ค่อยเข้าใจ  ฟังยาก แกะความไม่ออก ถามอย่างอื่นตอบมาอีกอย่าง มีแอบแซวๆมาด้วยน่ะว่าฉันน่ะ ติสแตกไปแล้ว ไม่รู้แซวเอาขำหรือจัดฉันอยู่ในประเภทนั้นจริงๆ  อืมมม คิดแล้วก็แอบขำคนแซว  แล้วจะเขียนยังไงไม่ให้งงกันหล่ะเนี๊ยะ เอาหล่ะ... ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตายิ่ง  บอกก็ได้ช่วงนี้ป่วยค่ะ แต่ยังคงสบายดี อาการไม่หนักมากค่ะ คุณหมอไม่ต้องเป็นห่วง คุณเภสัชกรไม่ต้องรีบเร่งจัดยา ทีมจิตแพทย์ไม่ต้องโทรหาบ่อยๆก็ได้ ทุกอย่างอัลฮัมดุลิละฮฺค่ะ ญาซากุลุลลอฮูค็อยรอน

 

ฉัน กับช่วงเวลาที่ป่วยต้องยอมรับว่ามักจะพูดไม่เป็นเลยจริงๆ มักจะตอบคำถามหรืออธิบายอาการไม่ค่อยถูก และมักตัดบทไม่พูดดีกว่าหรือชะงักกลางทางอย่างที่เห็นๆกัน  เลยถูกจับอยู่ในกลุ่มคนที่พูดแล้วฟังไม่เข้าใจซะงั้น  ก็ถูกหล่ะ มันเป็นปกติของฉันอยู่แล้วที่มักจะหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม ระบาย หรือพูดคุยเพื่อหาทางแก้อย่างเร่งด่วนในช่วงที่ตัวเองป่วย(จิต) บวกกับเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาด้วยแล้วอาการระแวงที่มีอยู่เดิมทำให้ต้องระวังตลอดเวลา 

 

 เมื่อครั้นที่ท่านนบียังมีชีวิตอยู่หากมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านทุกข์โศก ทำให้ท่านรู้สึกเครียด คิดมาก วิตกกังวล ไม่รู้จะทำอะไร มีปัญหา ไม่รู้จะแก้ไขยังไง  ท่านก็จะวิ่งเข้าหาอัลลอฮฺทันที ....ฉันขอปรึกษาขอระบายกับอัลลอฮฺก่อนน่ะ เพราะฉันรู้สึกว่าคำพูดของฉันในขณะที่ระบายเรื่องราวให้กับพระองค์นั้นมันปลอดภัยยิ่งกว่าอื่นใด เปล่าน่ะ ! ฉันไม่ได้ไม่ไว้ใจหรือระแวงเกี่ยวกับบุคคลแต่อย่างใด หากแต่กลัวคำพูดของตัวเองในขณะที่ป่วยอยู่ต่างหาก ช่องไฟระหว่างฉันกับชัยฏอนตัวร้ายมีให้ระแวงตลอดเวลา ฉันกลัวว่าจะพูดไหลไปเรื่อย(อย่างที่เคยไหลมาแล้ว)โดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่ผู้จดบันทึกก็ไม่เคยละเลยในหน้าที่ซักวินาทีเดียวมันก็น่าเสี้ยวไส้อยู่

 

แท้จริงหากว่าความผิดนั้นมันจะหนักเท่าเมล็ดผักสักเมล็ดหนึ่งมันจะซ่อนอยู่ในชั้นหิน หรือชั้นฟ้าทั้งหลายหรืออยู่ในแผ่นดิน อัลลอฮฺก็จะทรงนำมันออกมา... (ลุกมาน:16) อายะฮฺนี้ทำให้จุก !!!    ฮาดิษที่พูดเตือนถึงอันตรายของลิ้นก็ทำให้จุกเสียดเข้าไปใหญ่ ... จริงๆก็ต้องระวังคำพูดตัวเองอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ อารมณ์เกเรในตัวเราพร้อมจะหักหลังเราตลอดเวลา ยิ่งช่วงร่างกายเจ็บปวดเพราะโรคด้วยแล้ว คำพูดหรือคำอุทานของเรายิ่งต้องระมัดระวังไปกันใหญ่ นอกจากคำว่า อุ๊ฟ ที่เราพอรู้มาบ้างแล้วก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดให้ฟังว่า คำอุทานที่เอ่ยขึ้นเพื่อแสดงความเจ็บปวด เช่น โอ๊ย หรือ โอ๊ยยยย แล้วแต่สั้นยาวของแต่ละคน ก็เสี่ยงต่อการถูกสอบสวนด้วยเช่นกัน เพราะอาจเผลอล้ำเส้นความคิดที่ไม่พอใจต่อการให้เป็นของพระผู้อภิบาล เว้นแต่จะอุทานออกมาเพื่อระบายความเจ็บปวดของอาการนั้นๆเท่านั้น 

 

 ฉันไม่ได้พูดเข้าใจยาก หรือชะดีดซะ....  (คนแซวหน่ะ ...อย่างเวอร์) พื้นฐานเราเหมือนกัน เราเดินตามวิถีของอัรเราะฮฺมานและแนวทางของมูฮัมหมัดชายซึ่งเป็นที่รัก เราล้วนต้องการเคียงข้างท่านในสวนสวรรค์ เราจึงระมัดระวังในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าจะต้องโดนหักคะแนนความประพฤติ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด พฤติกรรมของฉันข้างต้นก็อาจไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดในบางสถานการณ์นักหรอก ฉันรับหน้าที่เป็นครูของอุมมะฮฺ (ในโรเรียน อุมมีฟาตีมะฮฺ วิทยา แหะๆ อินชาอัลลอฮฺ )  หากฉันพูดเข้าใจยากแม้ว่าตัวเองจะอยู่สถานการณ์ที่ป่วยอยู่ก็ตาม  หรือจะด้วยเหตุผลอื่นๆ มันก็ถือเป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขกันไปเรื่อยๆ ฉันเองก็ต้องฝึกลำดับการพูดในทุกๆสถานการณ์ให้ดีกว่าเดิม  ลูกๆฟังคุณครูอุมมีแล้วไม่เข้าใจ ก็น่าวิตก ประชาชาติท่าจะแย่ ยังไงก็ช่วยๆนาซีฮัตกันและกันด้วน่ะค่ะ ^^   

12 mayo

ระวัง ... น่ะจ๊ะ ^^

                       

                                  

จงระวังความคิด                      เพราะมันจะกำหนดคำพูด


จงระวังคำพูด                          เพราะมันจะกำหนดการกระทำ


จงระวังการกระทำ                  เพราะมันจะกำหนดความเคยชิน


จงระวังความเคยชิน               เพราะมันจะกำหนดนิสัย


จงระวังนิสัย                           เพราะมันจะกำหนดสันดาน


จงระวังสันดาน                       เพราะมันจะกำหนดเส้นทางชีวิต


จงระวังเส้นทางชีวิต               เพราะมันจะกำหนดเวลาที่เหลือ

 

จงระวังเวลาที่เหลือ                  เพราะมันอาจน้อยเกินไป

 

                            สำหรับการเผชิญหน้ากับโลกแห่งหลุม และอาคีเราะฮฺ อันนิรันดร์

 

29 abril

*~ ความลับของฟาตีมะฮฺ ~*

การรักษาความลับของท่านหญิงฟาติมะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮา

จากท่านหญิงอาอีซะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮา ได้เล่าว่า  ขณะที่มีภรรยาหลายคนของท่านนะบี  อยู่กับท่านฟาตีมะฮ์ รอดิยัลลอฮุอันฮา เดินมุ่งหน้ามาท่าทางการเดินของนางไม่ผิดจากท่าทางการเดินของท่านรอซูลุลลอฮ์  เลย เมื่อท่านเห็นนาง

ท่านได้กล่าวต้อนรับนางว่า   " ยินดีต้อนรับลูกสาวของฉัน "
          จากนั้นท่านได้ให้นางไปนั่งทางด้านขวา หรือทางด้านซ้ายของท่าน จากนั้นท่าน ได้กระซิบกับนาง แล้วนางก็ร้องไห้อย่างมาก เมื่อท่านเห็นอาการตระหนกของนาง ท่านได้กระซิบกับนางเป็นครั้งที่สอง แล้วนางก็หัวเราะขึ้น

ฉันได้กล่าวแก่นางว่า  "ท่านรอซูลุลลอฮ์  ได้บอกความลับแก่เธอต่อหน้าภรรยาของท่าน"

ต่อมาเธอก็ร้องไห้ เมื่อท่านรอซูลุลลอฮ์    ลุกออกไปแล้ว 

ฉันจึงถามนางว่า  "ท่านรอซูลุลลอฮ์  ได้พูดอะไรกับเธอหรือ"

นางตอบว่า  "ฉันจะไม่เปิดเผยความลับของท่านรอซูลุลลอฮ์  เป็นอันขาด"

         ต่อมาเมื่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ได้เสียชีวิตไปแล้วฉันได้พูดขึ้นอีกว่า  ฉันขอสาบานต่อเธอด้วยสิทธิ์ที่ฉันมีกับเธอว่า เธอต้องบอกฉันถึงความจริงที่ท่านรอซูลุลลอฮ์  พูดกับเธอ

ท่านหญิงฟาตีมะฮ์ กล่าวว่า  " ตอนนี้ฉันจะบอก ขณะที่ท่านกระซิบกับฉันในครั้งแรกนั้น ท่านบอกฉันว่า แท้จริงญิบรีลจะมาทบทวนอัลกุรอ่านทุกปี ปีละหนึ่งครั้งหรือสองครั้ง และความจริงขณะนี้ญิบรีลได้มาทบทวนอัลกุรอ่านสองครั้งแล้ว และฉันก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับกำหนดเวลาของความตาย นอกจากว่ามันใกล้จะมาถึงแล้ว ดังนั้นเธอจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์และจงอดทน เพราะความจริงผู้ที่ดีเลิศที่ล่วงหน้าไปก่อนสำหรับเธอก็คือตัวฉัน"

ท่านหญิงฟาตีมะฮ์กล่าวว่า  " ฉันจึงร้องไห้อย่างที่เธอเห็น เมื่อท่านนะบี  เห็นอาการตกใจของฉัน ท่านจึงกระซิบกับฉันเป็นครั้งที่สอง "  

โดยท่านกล่าวว่า  " ฟาตีมะฮ์เอ๋ย เธอจะไม่พอใจหรือที่เธอจะเป็นผู้นำของบรรดาสตรีผู้ศรัทธาทั้งหลาย หรือเธอจะได้เป็นผู้นำของสตรีผู้ศรัทธาแห่งประชาชาตินี้ ฉันจึงหัวเราะอย่างที่เธอเห็น "

รายงานโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม ฮะดิษนี้เป็นสำนวนของมุสลิม

22 abril

เซเว่น

 

ฉันพักในซอย                         เรียกซอยเซเว่น

เพราะว่าปากซอย                     มีร้านเซเว่น

ฅ ฅน มากมาย                         เข้าออกเซเว่น

สินค้าทุกประเภท                    จัดอยู่ในเซเว่น

ทั้งฮาลาล ฮารอม                     ก็เรียกหาเซเว่น

กลับมายี่งอ                              ไม่มีเซเว่น

แต่มีร้านมากมาย                     คล้ายร้านเซเว่น

มุสลิมจัดหา                            สินค้าเหมือนเซเว่น

กรองทิพย์ ยำยำ ฯลฯ               เฉกเช่นเซเว่น

ฮารอม ทั้งนั้น                         ยังขายไม่ละเว้น

เหนื่อยใจจริงจริง                   กับร้านอิบนูเซเว่น ( อีเลเว่น )

 

                                                -  เฮ้อ  -

                               

 

31 marzo

มิน ก็อลบี อิลา ก็อลบี ~*

อัลฮัมดุลิลละฮฺ กับอีก 1 วันในดุนยา ที่อัรเราะฮฺมานทรงให้เราได้ตื่นขึ้นมาด้วยกับความเมตตาของพระองค์เพื่อมาเผชิญชีวิตบนครรลองของสนามสอบ สำหรับผู้ศรัทธาแล้ว เขาตระหนักทุกจังหวะชีวิต ! แม้ว่าจะทุกข์หรือสุขล้วนแล้วคือบททดสอบ ( อัลอันบิยาอฺ : 35 )   

 ฉะนั้นหน้าที่ประการเดียว คือต้องฝ่าข้ามผ่านพ้นมันไปให้ได้ ด้วยชัยชนะ ! ... แล้วไปรอรับรางวัลตอบแทนในวันพรุ่ง ... โลกแห่งหลุมและอาคีเราะฮฺ อันเป็นนิรันดร์ ...

                ควรตระหนักให้ลึกลงไป ... โลกนี้ ... วันนี้  ไม่มีค่าอะไรเว้นแต่ปีกยุง หยดน้ำเพียง 1 หยด ซากซังแห้ง  .... ไร้ค่า !!!

อย่าพ่ายแพ้น่ะ  ... อย่าพ่ายแพ้ต่อบททดสอบ  ต่อสู้ ! ดิ้นรน !  ให้ผ่านพ้นมันไปจนได้ด้วยความอดทน อดทน และอดทน ... อินชาอัลลอฮฺ วันนั้นเราจะดีใจที่ได้อดทนในวันนี้ และวิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺเถิด พระองค์คือ ผู้ให้ความช่วยเหลือได้ดีเยี่ยม  และ ... แท้จริงอัลลอฮฺนั้นอยู่ใกล้ ( อัลบากอเราะฮฺ : 186)

 

18 marzo

- ฅนทำค่าย -

เมื่อหลายวันก่อน ได้พูดคุยกับแม่ของพี่น้องคน 1 ที่คุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม  เราถามไถ่ทุกข์สุขกันพอสมควร มา (แม่) ก็ถามถึงโปรแกรมช่วงปิดเทอมของฉันและพี่น้องคนอื่นที่รู้จัก แล้วก็บ่นทำนองน้อยใจประมาณว่า ปิดเทอมที่แล้วน่ะ  เวลาตั้งหลายเดือนแต่มาได้กินข้าวพร้อมอาแบ ( หมายถึงพี่น้องคนนั้น ) แค่ไม่กี่มื้อ  อาแบต้องเตรียมค่ายโน่นค่ายนี่ แล้วก็ไม่รู้ว่าปิดเทอมนี้จะได้นอนบ้านซักกี่คืน สิ้นเสียงนั้นฉันก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร  (ไม่รู้จะพูดยังไงมากกว่า เลยเปลี่ยนประเด็นไปคุยเรื่องอื่นแทน )

 

ก็กลับมาคิดว่า มันก็น่าน้อยใจอย่างที่มาบอกนั่นแหละ นักศึกษามุสลิมส่วนใหญ่โปรแกรมปิดเทอมก็จะเต็มไปด้วยค่าย ทั้งค่ายของชมรม ค่ายของกลุ่ม ค่ายของเพื่อน  ค่ายของเพื่อนของเพื่อน ต่างๆนานา ว่ากันไป ... ทำให้ปฏิทินช่วงปิดเทอมของใครหลายคนเต็มไปด้วยการเตรียมงานค่ายนู้นทีค่ายนี้ที บางคนถึงกับไม่มีเวลากลับบ้านเลยก็มี   ความจริงการทำค่ายที่มุ่งสร้างความเข้าอิสลามแก่เยาวชน และหวังความโปรดปรานจากอัรเราะฮฺมานนั้น เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แต่คนที่เรียกตัวเองว่า ฅนทำค่าย นั้น ก็ต้องตระหนักถึงหน้าที่กับเวลาที่มี ( เหลือ ) ในการรับผิดชอบคนในบ้านและคนนอกบ้านโดยสร้างภารกิจให้มีความสำคัญเท่าเทียมกันระหว่างสองฝ่าย

 

สำหรับพี่น้องหลายคน ( รวมถึงฉันด้วย ) ค่าย คือ สถานที่ปั้มอีหม่านของเราให้มากขึ้น คือ ที่ชาร์ตอีหม่านที่ทำให้เราเข้มแข็ง  คือสถานที่ที่ทำให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คือสถานที่ที่ทำให้เรามีความรู้ใหม่และได้อุ่นความรู้เก่า  มีความสุขในการเป็นผู้ให้  และความหวังอันมากมายในตราชั่งแห่งความดี หลายคนจึงมีความรู้สึกว่าการทำงานของเราในลักษณะเช่นนี้ เป็นประโยชน์ต่อเราและบันทึกของเราอย่างมากมาย  ช่วงปิดเทอมจึงเป็นช่วงแห่งการกอบโกยค่ายต่าง ๆ ทำให้เราหลงลืมอะไรบางอย่างไป

 

ความเข้าใจไม่ตรงกันในเรื่องแนวคิดของคนในครอบครัวก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้พวกเราหนีมาอยู่ค่าย บางส่วนให้เหตุผลว่า การอยู่ค่ายสามารถเปลี่ยนแปลงคนนั้นคนนี้ให้มีแนวคิดที่ถูกต้อง ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ได้ ซึ่งถือเป็นกำไรอย่างยิ่ง ในขณะที่การพูดคุยกับคนในบ้านนั้นต้องใช้เวลานาน ( เราคิดกันอย่านี้ ) และอาจจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ  ( ตามที่เราหวังไว้ )  ... บางส่วนมันก็ใช่ ... แต่การที่เราไม่พยายามสร้างความเข้าใจ ... ไม่ให้เวลากับคนที่บ้านเลยหรือให้เวลาการทำงานในสัดส่วนที่น้อยกว่านอกบ้านเห็นจะเป็นความคิดที่ลำเอียง และก็น่าน้อยใจแทนคนที่บ้านเหมือนกันน่ะ ... 

 

มาทำค่ายในบ้านของเรากันเถอะ !  จริงๆ แล้ว คนที่เคยผ่านประสบการณ์ทำค่ายเนี๊ยะ  ก็น่าจะจำลองให้บ้านเป็นค่ายดูบ้าง เตรียมงานเหมือนการเตรียมงานค่ายนั่นแหละ ต้องวางแผน หาเนื้อหา แล้วก็แบ่งฝ่ายการทำงาน ( บ้านไหนมีพี่น้องแนวคิดเดียวกันก็สบายกว่าเพื่อนหน่อย แต่ถ้ามีอยู่คนเดียวเห็นทีจะต้องรับผิดชอบทุกฝ่ายแล้วหล่ะ ... ความจริงแล้วเราเองก็มีคุณสมบัติแบบนั้น    ซึ่งอาจจะต้องเตรียมงานอย่างเข้มข้นกันหน่อยเพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นคนหลายระดับ  ( ไม่ได้หมายความว่าต้องจับทุกคนในบ้าน มากล่าวปฏิญาณตนตอนเช้า หรือห้อยป้ายชื่อหรอกน่ะ แค่จำลองบทบาทหน้าที่ความเป็นพี่ค่ายของเรา ในบ้านต่างหาก ) ซึ่งก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของมารยาทที่ดี และความอดทนอย่างยิ่งยวดหากเราเป็นพี่ค่ายที่มีแนวคิดเพียงคนเดียว หรือเป็นชนกลุ่มน้อยในบ้าน  ..บางทีน่ะ มันอาจจะไม่ได้ยากอย่างที่เราคิดก็ได้ เพียงแต่เราให้เวลา และจริงจังกับคนในบ้านมากกว่าเดิมซักหน่อย ... อินชาอัลลอฮฺ การงานนั้นจะไม่สูญเปล่า ณ ที่พระองค์ ผลจะเป็นยังไงนั้นขึ้นอยู่กับความเมตตาของพระองค์ ซึ่งเราก็ต้องดุอาอ์ให้มากๆ เช่นกัน แต่อย่างน้อยก็เบาใจได้ว่า เราได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของเราอย่างเต็มที่และเท่า ๆ กัน แล้ว

 

อันตรายของเรา ( ในฐานะคนไกลบ้าน ช่วงปิดเทอมจะได้กลับที ) คือ การที่คนในครอบครัว หรือ เครือญาติ  ลืมเรา ไม่ได้หมายความว่าพวกเค้า  งง ๆ ว่าเราตายไปรึยังน่ะ  ... แต่ลืมเรา เพราะเราไม่มีบทบาท หรือส่วนร่วมในครอบครัวเท่าที่ควร เช่น การตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่บางเรื่องสมควรที่จะบอกแล้วก็แชร์ความคิดเห็นจากเราด้วยเช่นกัน  นั่นเกิดจากการที่เราไม่แสดงศักยภาพของการเป็นพี่ค่ายให้พวกเค้าได้เห็น พวกเค้าเลยไม่ได้สัมผัส ถึงแนวคิด ความรู้ เหตุผล และประสบการณ์ที่เรามีอยู่  ( หรืออาจเรียกแบบเขิน ๆ ว่า ความเป็นผู้ใหญ่ ( ในสัดส่วนระหว่างความคิดกับอายุ ) ของเรานั่นเอง อิอิ  ) 

 ... ความสำเร็จในขั้นแรกระหว่างเรากับคนในบ้าน และเครือญาติของเรา คือ การที่คนในบ้านและเครือญาติ เดินเข้ามาปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากเรา แม้ญาติ ๆ บางส่วนของเราจะอยู่คนละที่ก็ตาม  ซึ่งก็อยู่ที่ตัวเราแล้วหล่ะว่า วิธีการบริหารเวลาช่วงปิดเทอมครั้งนี้ ครั้งหน้าหรือเวลาช่วงอื่น ๆ อย่างไร ให้ได้มาซึ่งความพึงพอใจของอัรเราะฮฺมานและประสิทธิภาพที่เท่ากัน ระหว่างคนในบ้าน และพี่น้องที่อยู่นอกบ้าน  !!

 

 
13 marzo

ศิรอฏอล มุสตากีม ( ทางอันเที่ยงตรง )

                                                           

*~   แท้จริงอัลลอฮฺ นั้นคือพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้นจงอิบาดะฮฺต่อพระองค์เถิด นั้นแหละคือทางอันเที่ยงตรง (อัลกรุอ่าน  3:51 )

 

*~ และแท้จริงอัลลอฮฺ คือพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้นท่านจงเคารพภักดีพระองค์เถิด นี่คือทางอันเที่ยงตรง ( อัลกรุอ่าน 19 : 36 )

 

*~  แท้จริงอัลลอฮฺนั้น คือพระเจ้าของฉัน และพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้นจงเคารพภักดีพระองค์เถิด นี่คือแนวทางอันเที่ยงตรง ( อัลกรุอ่าน 43 : 64 )

 

*~  และพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า นี่คือแนวทางอันเที่ยงตรง ( อัลกรุอ่าน 36 : 21 )

 

*~  ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงต้องการจะแนะนำเขา ก็จะทรงให้หัวอกของเขาเบิกบานเพื่ออิสลาม  และผู้ใดที่พระองค์ต้องการจะปล่อยให้เขาหลงทาง ก็จะทรงให้ทรวงอกของเขาแคบอึดอัด ประหนึ่งว่าเขากำลังขึ้นไปยังฟากฟ้า ในทำนองนั้นแหละอัลลอฮฺจะทรงให้มีความโสมม แก่บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธา ( อัลกรุอ่าน 6 : 125 ) และนี่แหละ คือทางแห่งพระเจ้าของเจ้า โดยมีสภาพอันเที่ยงตรง  แท้จริงเราได้แจกแจงบรรดาโองการทั้งหลายไว้แล้ว สำหรับกลุ่มชนที่รำลึก ( อัลกรุอ่าน 6 : 126 )

 

*~  และอย่างไรเล่าที่พวกเจ้าจะปฏิเสธศรัทธากัน ทั้งๆที่พวกเจ้านั้น มีบรรดาโองการของอัลลอฮฺถูกอ่านแก่พวกเจ้าอยู่  และยังมีรอซูลของพระองค์อยู่ในหมู่พวกเจ้าด้วย และผู้ใดยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ แน่นอนเขาก็ได้รับคำแนะนำไปสู่ทางอันเที่ยงตรง ( อัลกรุอ่าน 3 : 101 )

 

*~  และแท้จริงนี่คือทางของข้าอันเที่ยงตรง พวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามหลาย ๆ ทาง เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากพระองค์ นั่นแหละที่พระองค์ได้สั่งเสียไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะยำเกรง

( อัลกรุอ่าน 6 : 153 )

 

*~  ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮู อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

อัลลออฮฺได้เปรียบอุปมา ศิรอฏอล มุสตากีม (ทางอันเที่ยงตรง ) ประหนึ่งเส้นทางที่มีกำแพงอยู่สองด้าน   ในแต่ละกำแพงมีประตูอยู่หลายบานที่ถูกเปิดขึ้น ซึ่งแต่ละบานก็จะมีม่านคลุมอยู่

 ตอนต้นของศิรอฏอล มุสตากีม จะมีผู้เรียกร้อง ( ดาอียฺ ) คนหนึ่ง เขาจะกล่าวว่า โอ้มนุษย์เอ๋ยจงเข้ามาสู่ อัศ-ศิรอฏ (เส้นทางนี้ ) โดยพร้อมเพียงกัน และอย่าเบี่ยงเบนออกจากมัน ( อย่าเข้าไปในประตูทั้งสองข้าง )

และจะมีดาอียฺ อีกคนหนึ่ง ซึ่งเรียกจากด้านบนของ ศิรอฏอล มุสตากีม ... คราใดที่มนุษย์คนหนึ่งได้เปิดประตูใดจากหลาย ๆ ประตู ( ที่อยู่ทั้งสองด้าน ) เขาก็จะกล่าวว่า วิบัติแล้วท่านเอ๋ย อย่าไปเปิดมันซิ ถ้าท่านไปเปิดมัน ท่านก็จะผ่านเข้าไปในนั้น

**  อัศ ศิรอฏ  คือ  อัล- อิสลาม

**  กำแพงทั้งสอง คือ หุดุดุลลอฮฺ  ( เส้นแดนที่อัลลอฮฺได้ขีดไว้ ระหว่างความถูกผิด จริงเท็จ)

**  ประตูที่กำลังเปิดอยู่ คือ มะฮาริมุลลอฮฺ  ( สิ่งที่อัลลอฮฺ ได้ห้ามไว้ )

**  ผู้เรียกร้องที่อยู่ประตูตอนต้นอัศ ศิรอฏ  คือ กิตาบุลลอฮฺ

**  ผู้เรียกร้องที่อยู่ด้านบนอัศ ศิรอฏ คือ การตักเตือนที่อยู่ในหัวใจของมุสลิมทุก ๆ คน

( รายงานโดย อิหม่ามอะหมัด )

 
15 enero

พฤติกรรมของยิวที่ระบุไว้ในอัลกรุอาน

     

พฤติกรรมของยิวที่ระบุไว้ในอัลกรุอาน

                                                                                           อ. อะสัน หมัดอะดั้ม

1. ชอบละเมิดสัญญา 

อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า 
      "และคราใดที่พวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาใด ๆ ไว้ กลุ่มหนึ่งในพวกเขาก็เหวี่ยงสัญญานั้นทิ้งเสียกระนั้นหรือ ? หามิได้ส่วนมากของพวกเขาไม่ศรัทธาต่างหาก"  - อัลบะเกาะเราะฮ/100

  อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
      "คือบรรดาผู้ที่เจ้าได้ทำสัญญาไว้ในหมู่พวกเขา แล้วพวกเขาก็ทำลายสัญญาของพวกเขาในทุกครั้ง โดยที่พวกเขาหาเกรงกลัวไม่" -  อัลอัมฟาล/56   

 

2. ไม่มีความซื่อสัตย์

อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
         "และเจ้าก็ยังคงมองเห็นอยู่ในการคดโกงจากพวกเขานอกจากเพียงเล็กน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น"     - อัลมาอิดะฮ/13 -

 

3. บิดเบือนคัมภีร์อัลลอฮ    อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า


       "จากบางคนในหมู่ผู้เป็นยิวนั้น พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้เหออกจากที่ของมั น" อันนิสาอฺ / 46    

4. ฆ่าบรรดาศาสดา

 อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
              " แท้จริงนั้นเราได้เอาสัญญาแก่วงศ์วานอิสราอีล และเราได้ส่งบรรดาร่อซูลมายังพวกเขา ทุกครั้งที่  ร่อซูลคนใดนำสิ่งที่จิตใจของพวกเขาไม่ชอบมายังพวกเขาแล้ว กลุ่มหนึ่ง พวกเขาก็ปฏิเสธ และอีกกลุ่มหนึ่งพวกเขาก็ฆ่าเสีย "  - อัลมาอิดะฮ/ 70

 

5. ฆ่าบรรดาผู้แทนที่ถูกส่งไปให้เชิญชวนให้มาสู่อัลลอฮ

     อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า    
        "และพวกเขาฆ่าบรรดาผู้ที่ใช้ให้มีความยุติธรรม จากหมู่ประชาชนนั้น" อาลิอิมรอน /21  

 

6แสดงมารยาททรามต่ออัลลอฮ

  อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า     
      "แน่นอนยิ่ง อัลลอฮ์ทรงได้ยินคำพูดของบรรดา(พวกยิว)ผู้ที่  กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้  ยากจน และพวกเรานั้นเป็นผู้มั่งมี เรา จะจารึกสิ่งที่พวกเขาได้กล่าวไว และการที่พวกเขาฆ่าบรรดานะบี โดยปราศจากความเป็นธรรมด้วยและเราจะกล่าวว่าพวกเจ้าจงลิ้มการลงโทษแห่งเปลว เพลิงเถิด" - อาลิอิมรอน/181

7. จิตใจแข็งกระด้างเป็นที่สุด

   อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า    
           "แล้วหลังจากนั้น หัวใจของพวกเจ้าก็แข็งกระด้าง มันประดุจหิน หรือแข็งกระด้างยิ่งกว่า" –  อัลบะเกาะเราะฮ/ 7

 

 8. เกลียดมุสลิมอย่างรุนแรง    

อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า     
      "และชาวยิวและชาวคริสต์นั่น จะไม่ยินดีแก่เจ้า (มุฮัมมัด) เป็นอันขาด จนกว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา จงกล่าวเถิด แท้จริงคำแนะนำของอัลลอฮ์เท่านั้น คือ คำแนะนำ แน่นอนถ้าเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มายังแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับเจ้าให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้" อัลบะเกาะฮ /120     

 

 
11 enero

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ยิว"

 

ข้อมูล From: religion_sword@hotmail.com
            subject   :  คำสอนของ "ยิว"         

    

        มารู้จักคำสอนของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ยิว  กัน ซึ่งมนุษย์ทุกคนรวมทั้งมุสลิมที่หวงแหนศาสนา จำเป็นที่จะต้องรู้ถึงหลักการยึดมั่น (อะกีดะฮฺ) ตลอดจนธรรมชาติ ศีลธรรม มุมมองที่คดงอของพวกเขาต่อมวลมนุษยชาติ เพื่อรู้เท่าทัน ป้องกันและร่วมต่อต้านพวกยิวที่พร่ำสอนและย้ำเตือนตัวเองว่าพวกเขานั้นคือประชาชาติของอัลลอฮฺที่ถูกเลือกเฟ้นมา พวกเขาคือลูกหลานและคนรักของอัลลอฮฺ          

       .... โอ้ผู้ที่มีปัญญาพวกเขาไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกจาก บรรดาผู้หลงผิดอันชัดแจ้ง !!

 

ด้านหลักศรัทธา
1. กลางวันนั้นมี 12 ชั่วโมง สามชั่วโมงแรกอัลลอฮฺจะนั่งอ่านบัญญัติ และสามชั่วโมงที่สองพระองค์จะทรงพิพากษา และสามชั่วโมงส่วนที่สามพระองค์จะทรงให้อาหารแก่โลกนี้ ส่วนสามชั่วโมงสุดท้ายพระองค์จะทรงนั่งเล่นกับปลาวาฬ ซึ่งเป็นเจ้าแห่งปลาทั้งหลาย ...!!
2. อัลลอฮฺผู้ทรงไม่มีความผิดพลาด ความโกรธเคือง และการโกหก
3. วิญญาณของชาวยิวนั้นมาจากวิญญาณของอัลลอฮฺ ส่วนวิญญานของาชนชาติอื่นๆนั้นมาจากวิญญาณที่สกปรก
4. มนุษย์ที่ไม่ใช่ชาวยิวนั้นถูกสร้างมาจากอสุจิของม้า และที่อัลลอฮฺทรงสร้างประชาชาติอื่นๆมาในรูปมนุษย์นั้นก็เพื่อให้เหมาะสมกับ การรับใช้ชาวยิว ซึ่งโลกนี้สร้างมาเพื่อพวกเขา ...!!
5. ชาวยิวได้รับความสนใจ ณ ที่พระองค์อัลลอฮฺมากกว่ามวลเทวทูตหรือมะลาอิกะฮฺ
6. หากว่ายิวไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา แน่นอน ความสิริมงคลบนโลกนี้จะไม่เกิดขึ้น และดวงอาทิตย์จะไม่ถูกบันดาลขึ่นอีกเช่นกัน

ด้านทรัพย์สมบัติ
1. พระเจ้าของชาวยิวนั้น จะไม่อภัยโทษแก่ผู้ส่งเงินหรือทรัพย์สินที่เก็บได้คืนสู่เจ้าของทรัพย์ที่ไม่ใช่ยิว
2. การลักขโมยนั้นไม่เป็นที่อนุญาติในหมู่ชาวยิวด้วยกัน แต่ถ้าเป็นประชาชาติอื่นนั้นอนุญาติให้ขโมยได้
3. ดอกเบี้ย เป็นสิ่งต้องห้ามในหมู่ชาวยิวด้วยกัน แต่เป็นที่อนุมัติที่จะเอามันจากประชาชาติอื่น
4. เป็นที่เปิดเผยแก่ชาวยิวว่า พวกเขาจะให้ลูกหลานกู้ยืมเงินโดยกินดอกเบี้ย เพื่อฝึกฝนพวกเขาให้ได้ลิ้มรสแห่งความหวานชื่นของดอกเบี้ย แล้วพวกเขาจะได้ปฏิบัติมันต่อประชาชาติอื่นๆ
5. ชีวิตของประชาชาติอื่นๆ คือ กรรมสิทธิ์ของชาวยิว ดังนั้นนับประสาอะไรเล่ากับทรัพย์สินของประชาชาติอื่นๆ ?!
มุมมองชาวยิวต่อมนุษยชาติอื่นๆ
1. ประชาชาติอื่นๆที่ไม่ใช่ชาวยิวนั้นเปรียบเสมือนสุนัขทั้งหลาย
2. ประชาชาติที่ไม่ยึดถือศาสนาของยิวนั้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่สุนัข แต่ยังเป็นลาโง่อีกเช่นเดียวกัน
3. บ้านของคนอื่นจากชาวยิวคือคอกสัตว์
4. การทำให้คนหนึ่งคนใดจากประชาชาติอื่นรอดพ้นนั้นคือข้อห้ามต่อชาวยิว
5. ชาวยิวที่ฆ่าประชาชนอื่นๆ จะได้อาศัยอยู่ในสรวงสวรรค์ตลอดกาล

ในด้านสัญญาและข้อตกลงต่างๆ

1. การสาบานของยิวกับประชาชาติอื่นๆนั้นไม่มีคุณค่าใดๆ และชาวยิวก็ไม่จำเป็นต้องเคารพมันด้วย เพราะไม่มีการสาบานใดๆระหว่างยิวกับสัตว์ทั้งหลาย
2. อนุญาตให้ชาวยิวเป็นพยานเท็จได้
3. อนุมัติ.. ยิ่งไปกว่านั้น จำเป็นที่จะต้องคดโกงต่อประชาชาติอื่นๆ
4. หากมีคนที่ไม่ใช่ยิว และชาวอิสราเอล (ยิว) มายังท่านเพื่อฟ้องร้องให้ตัดสิน หากท่านสามารถที่จะทำให้ชาวยิวนั้นเป็นผู้ได้กำไร ท่านก็จงทำเถิด!

ในด้านศีลธรรม

1. การผิดประเวณีกับประชาชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตามเป็นที่อนุมัติ
2. ผู้หญิงชาวยิวไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องสามีของนาง หากว่าเขาได้ผิดประเวณีแม้จะบนเตียงของเขาทั้งสอง
3. การร่วมประเวณีทางประตูหลัง (ทวารหนัก) กับภรรยา นั้นเป็นที่อนุมัติ เพราะภรรยาเมื่อเทียบกับสามีแล้ว นางก็เปรียบดั่งก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง ที่สามีซื้อมาจากคนขายเนื้อ ฉะนั้น เขาก็มีสิทธิ์ที่จะทานมัน ไม่ว่าจะการต้มหรือย่างตามความต้องการของเขา
4. ชาวยิวคนใดที่ฝันเห็นว่าเขาได้ร่วมประเวณีกับมารดาของเขานั้น เขาก็จะได้รับวิทยปัญญาและความรอบรู้ยิ่ง ส่วนใครที่ฝันว่าเขาได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้น เขาก็คือผู้พิทักษ์บทบัญญัติ ส่วนคนที่ฝันว่าร่วมประเวณีกับพี่สาวหรือน้องสาวของเขา เขาจะได้รับรัศมีแห่งสติปัญญา และใครที่ฝันว่าร่วมประเวณีกับญาติใกล้ชิดแล้วนั้น เขาจะมีชีวิตอยู่ตราบชั่วนิรันดร์   

 

25 diciembre

>>> เพียง ดุนยา <<<

" โอ้ดุนยา โอ้ดุนยา...

จงออกไปให้ห่าง และไปหลอกคนอื่นเถิด

อายุของเจ้านั้นช่างสั้น การมีชีวิตอยู่ของเจ้าช่างต่ำต้อย และอันตรายของเจ้านั้นก็ช่างมหันต์นัก "

[อลี บินอบีฎอลิบ]

 

" ความสัมพันธ์ระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า

ก็เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างการเพาะปลูกกับพืชผล

ท่านจะได้เก็บเกี่ยว(ในโลกหน้า) จากสิ่งที่ท่านหว่านลงไปในพื้นดิน(ของโลกนี้)

ถ้าท่านหว่านเมล็ดข้าวสาลี..ต้นข้าวสาลีก็จะเติบโต

ถ้าท่านหว่านเมล็ดพืชที่มีหนาม..ต้นพืชที่มีหนามก็จะเติบโต

ถ้าท่านไม่หว่านเมล็ดอะไรเลย..มันก็จะไม่มีอะไรเติบโตขึ้นมา "

[อบุล อะอฺลา เมาดูดีย์]

 

 

" ทุกคนอยู่ในโลกนี้เสมือนแขกผู้มาเยือน  และเงินของเขาก็เพียงแต่ยืมมา

แขกผู้มาเยือนต้องจากไปในไม่ช้า  และเงินที่ยืมมาก็ต้องนำไปคืน "

[อับดุลลอฮฺ อิบนิมัสอู๊ด]

 

 

“ ...โลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการให้รางวัล

[ ซัยยิด กุฎบฺ ]

 

 

" การตัดขาดจากโลกนี้ มิได้หมายความว่าท่านจะต้องหักห้ามจากสิ่งที่อัลลลอฮฺได้อนุมัติ

 และมิใช่ว่าท่านจะใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หากแต่มันเป็นสภาวะหนึ่ง

ที่ท่านเชื่อมั่นอย่างสนิทใจ

ต่อสิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺมากกว่าสิ่งที่อยู่ในมือของท่าน"

[ยูนุส อิบนุ มัยซาเราะฮฺ]

 

 

"  ฉันกับโลกนี้ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกัน

ตัวฉันอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากผู้ขับขี่พาหนะที่มาพักอาศัยใต้ร่มเงาของต้นไม้ต้นหนึ่ง

แล้วจากไปโดยทิ้งมันไว้ "

[ นบีมุฮัมมัดศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม-เล่าโดยอับดุลลอฮฺ บันทึกโดยติรมียฺซียฺ ]

 

 

" แท้จริงหู ตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกสอบสวน "

    [17:36]

 

 

การยอมจำนน ต่ออัลลอฮ์โดยสิ้นเชิง คือสิ่งที่ทำให้คนเป็นมุสลิม

[ ซัยยิด อบุล อะอลา เมาดูดี ]

 

 

 

และด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ....    พวกเรารักท่าน เสมอ

 

22 noviembre

บรรดาผู้ที่ผูกพันกับอดีต

 

 ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในโลกของอดีตด้วยความรู้สึกเสียใจต่อมัน เสียดายที่พลาดจากเขาไป เขาจะพูดประโยคที่แสดงออกถึงความเสียใจและเพ้อฝันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า

               “โอ้ความวิบัติแก่ฉันเอ๋ย  นี่หากฉันได้ทำ..................

               “โอ้ความวิบัติแก่ฉันเอ๋ย นี่หากฉันได้ละทิ้ง ....................

               “หากฉันได้ทำอย่างนั้น มันก็จะไม่เป็นเช่นนี้ ( ไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ )

                “นี่หากฉันทำสิ่งนี้ก่อน และทำสิ่งนี้ทีหลัง ผลก็จะออกอย่างนั้น ( ไม่เป็นอย่างนี้ )

 

                ความคิดและความรู้สึกในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้มนุษย์หมกอยู่ในความทุกข์ทางจิตใจ มีชีวิตอยู่ในความขัดแย้งและสับสนอย่างไม่มีทางออก ไม่มีประโยชน์ ประสบกับสิ่งลบที่มีแต่ทำลาย ด้วยเหตุนี้จึงมีการกล่าวกันว่า

การง่วนอยู่กับเวลาที่พลาดไปแล้วนั้น ทำให้เสียเวลา เป็นครั้งที่สอง

 

                จึงไม่แปลกเลยที่อัลกรุอ่าน และอัซซุนะฮฺจะปฏิเสธพฤติกรรมเช่นนี้ อัลลอฮฺทรงตรัสหลังจากที่บรรดามุสลิมได้ประสพความพ่ายแพ้ในสงครามอุฮุดว่า

                บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงอย่าเป็นเช่นบรรดาผู้ปฏิเสธที่กล่าวกับพี่น้องของเขา เมื่อพวกเขาเหล่านั้นสัญจรไปบนหน้าแผ่นดิน หรือขณะที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นนักรบว่า หากพวกเขาอยู่กับพวกเรา พวกเขาก็คงไม่ตายและคงไม่ถูกฆ่า และอัลลอฮฺทรงให้มีชีวิตและทรงให้ตายและอัลลอฮฺทรงเห็นสิ่งที่สูเจ้ากระทำ

                                                                                                           (อาละอิมรอน : 156)

 

ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮีวะซัลลัม กล่าวว่า :

                ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งดีกว่า และเป็นที่รักของอัลลอฮฺมากว่า ผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ แม้ว่าในทุกๆ คนนั้นจะมีความดี จงหวงแหนในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับตัวท่าน และจงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ จงอย่าอ่อนแอ และจงอย่ากล่าวว่า : นี่ถ้าหากฉันได้ทำอย่างนั้น (ก็จะเป็นอย่างนั้น) แต่จงกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงกำหนดและอะไรที่พระองค์ทรงประสงค์พระองค์กระทำ เพราะคำว่า ถ้า นั้นเปิดทางให้กับซัยฏอน

                                                           (รายงานโดย มุสลิม เล่าโดย อบูฮุร็อยเราะฮฺ)

 

                ดังนั้น การศรัทธาในการกำหนดของอัลลอฮฺ จะสร้างตัวแปรที่เป็นบวกที่มีอิทธิพลยิ่ง ดึงมนุษย์ออกจากสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ของคำว่า ถ้า และคำอื่นที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ มาสู่สิ่งที่สร้างสรรค์ในการทำงานและการสร้างสรรค์สำหรับอนาคต

                เกี่ยวกับเรื่องนี้เหล่ากวีขับร้องบทกวี ซึ่งในบทกวีนั้นมีวิทยปัญญาแฝงอยู่

                                ฉันได้เพียงแค่ร้องว่า

ถ้าหากว่า ... ไม่มีโคน ... ไม่มีปลาย

มีเพียงภาระและภาระ ... ที่ผ่านไป

ยากที่จะหวังหวนคืน ... ยากที่จะร้องไห้

มนุษย์สามัญ ... ก้าวเดิน

พระเจ้าฉลาด ... ทรงจัดเรียง

ยากที่จะรำลึก ... ยากที่จะร้องร่ำพรรณนา ... ถึงสิ่งที่จากไป

........................................................

 

ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวี. อนัส แสงอารี ( แปล ) (2547).

 อิสลามกับการบริหารเวลา.สงขลา: สำนักพิมพ์อาลีพาณิชย์ 

 

 

11 octubre

มุสลิม มีศิลป์

 

 

-1-

คอยรูณขับรถตรงไปที่มัสยิดแห่งหนึ่งเมื่อทำพิธีละหมาด ซึ่งห่างจากบ้านไปประมาณ 10 กิโลเมตร มัสยิดนี้เป็นมัสยิดใหญ่ที่มีผู้คนมาละหมาดเต็มไปหมด ที่จอดรถกว้างขวาง แต่คอยรูณไม่เคยเอารถจอดไว้ที่มัสยิดเลยซักครั้ง ที่จอดรถของเขาอยู่ที่ใต้ต้นหูกวางหน้าตลาดนัด ห่างจากมัสยิดเกือบกิโลฯ

                หลังจากจอดรถเรียบร้อยแล้ว คอยรูณก็ตั้งใจเดินทีละก้าวๆไปมัสยิด คอยรูณละโมบผลบุญจากการเดินไปมัสยิด คอยรูณมีศิลปะในการทำความดี  คอยรูณ เป็นมุสลิมมีศิลป์

 

-2-

               

ชีวิตของท่านหญิงอาอีซะฮฺผูกพันกับการบริจาค ท่านทราบดีว่า ทรัพย์สินที่เป็นของมนุษย์จริงๆ คือทรัพย์สินที่จ่ายไปในหนทางของอัลลอฮฺ ไม่มีมุอฺมินคนไหนสามารถกินจนอิ่มหนำสำราญ ขณะที่เพื่อนบ้านกำลังหิวโหย

                ท่านหญิงอาอีซะฮฺรักการบริจาคเป็นชีวิตจิตใจ มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ   ขณะที่ท่านบริจาค  แทนที่ท่านจะหย่อนเงินลงบนมือของผู้ขอ ท่านกลับแบมือ แล้วให้ผู้ขอหยิบเงินจากฝ่ามือท่าน เพียงเพราะต้องการให้มีซักครั้งที่ผู้ขอรู้สึกถึงการเป็นมือบน ไม่น้อยเนื้อต่ำใจ กับการที่ต้องเป็นมือล่างตลอดเวลา

                มาชาอัลออฮฺ ! ดูศิลปะของภรรยาท่านบีซิค่ะ …^^

 

- 3 -

บรรดาซอฮาบะฮฺที่อยู่ใก้ลชิดกับท่านบีทุกวัน ก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้ศาสนาจากท่านบีโดยตรง เมื่อเรียนแล้วพวกเขาเหล่านั้นไม่เอาไปเก็บที่ไหน พวกเขานำออกมาใช้เลยทันที

                วันหนึ่งพวกเขาเรียนรู้เรื่องความดีเกี่ยวกับการให้สลาม การับสลาม พวกเขาก็ไม่รีรอที่จะนำไปปฏิบัติ มิหนำซ้ำยังมีวิธีดี ๆ ในการตักตวงผลบุญจากสิ่งนี้

                มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อบรรดาซอฮาบะฮฺเดินกันไปเป็นกลุ่ม ระหว่างนั้นมีสิ่งกีดขวางทางพวกเขาอยู่ พวกเขาเลือกที่จะแบ่งกลุ่ม แล้วต่างกลุ่มต่างเดินอ้อมสิ่งกีดขวางนั้น เพื่อที่จะได้เจอกันอีกครั้ง และจะได้มีโอกาสกล่าวสลามกันอีกครั้ง

-  4 -

 

ฟารุคชอบเรียนศาสนา ถ้าเขารู้ว่าที่ใดมีผู้รู้เขาจะเดินทางไปศึกษา

ทุกครั้งเขาก็จะฟัง จะจด มุ่งหน้าเก็บความรู้ใส่ตัวเป็นหลัก

                แต่มีพฤติกรรมหนึ่งที่เขามักจะทำต่อหน้าบรรดาอาจารย์ของเขา และในวงของผู้ศึกษาศาสนาด้วยกัน คือ เขาจะจาม

เขามักจะจามเสมอเวลาอยู่ในวงสนทนาธรรม  แล้วเขาจะกล่าวว่า อัลฮัมดูลิลละฮฺ

 สิ่งที่เขาต้องการก็คือการกล่าวรับว่า ยัรฮัมกัลลอฮฺ ( ของอัลลอฮฺทรงเมตตาเขาด้วยเถิด )

จากบรรดาคนดีที่นั่งอยู่รอบ ๆโดยฟารุคหวังว่า อัลลอฮฺอาจตอบรับดุอาอฺของคนใดคนหนึ่ง ในนั้น 

ฟารุคคิดว่าดุอาอฺจากคนดีเพียงคนเดียว  มีค่ากว่าคำชมจากมนุษย์ทั่วไปจำนวนมากเสียอีก

 

- 5 -

                ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด เป็นซอฮาบะฮฺใกล้ชิดท่านนบี วันหนึ่งท่านถือศิลอดซุนนะฮฺในวันที่อากาศร้อนจัด เมื่อท่านออกจากบ้าน ท่านจะเอาน้ำมาทาที่ริมฝีปากของท่าน เพื่อไม่ให้ริมฝีปากแห้ง  ท่านกลัวว่าความโอ้อวดที่ซ่อนอยู่ในใจลึกๆ ของท่าน จะทำให้อัลลอฮฺปฏิเสธการถือศิลอดครั้งนี้ ... ดูศิลปะในการปกป้องผลบุญของท่านซิค่ะ ! ^^